Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3932/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท คู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดินทั้งหมดเพื่อทราบจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่งและคิดราคากันในอัตราต่อไร่ตามเนื้อที่ ที่วัดตรวจสอบได้จริง แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาอันเป็นสาระสำคัญ ว่าจะต้องรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินทั้งหมดเพื่อให้ทราบจำนวน เนื้อที่ที่แน่นอนเพื่อจะได้คิดราคากันในอัตราไร่ละ 1,602,000 บาท ตามเนื้อที่ที่วัดตรวจสอบได้จริง หาใช่มีสาระสำคัญอยู่ที่ว่า โจทก์จำเลยจะต้องไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินร่วมกันไม่ ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาโดยอ้างเหตุเพียงว่า จำเลยไม่ได้ทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินเพื่อทราบจำนวน เนื้อที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาเท่านั้น หาได้กล่าวอ้างเหตุ ที่จำเลยผิดสัญญาว่าจำเลยไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดิน เพียงฝ่ายเดียวไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนวันจดทะเบียน โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยให้เจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดตรวจสอบ เนื้อที่ดินถูกต้องแล้ว โดยในข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาเพียงว่าที่ จำเลยได้รังวัดตรวจสอบเนื้อที่อย่างเป็นทางการได้จำนวน เนื้อที่ถูกต้องนั้น เป็นระยะเวลาภายหลังโจทก์จำเลยไม่สามารถ ตกลงกันได้ในเรื่องเงื่อนไขตามสัญญาแล้วเท่านั้น โจทก์หาได้แก้ ฎีกาโต้แย้งว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยทำการรังวัด ตรวจสอบนั้นไม่ถูกต้องแต่ประการใด จึงฟังได้ว่าจำเลย ได้รังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินจนทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอน แล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาแล้ว ดังนั้น ในวันนัดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไปที่ สำนักงานที่ดินแล้ว แต่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนโจทก์จึงเป็น ผู้ผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินระบุว่าหาก ผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนรับซื้อที่ดินพร้อมทั้ง ชำระราคาค่าที่ดินที่เหลือ ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินเป็นอันเลิกกันทันทีโดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าว ก่อนและผู้จะขายมีสิทธิริบมัดจำที่ผู้จะซื้อได้ชำระไว้แล้ว ดังนี้ สัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลย มีสิทธิริบมัดจำที่โจทก์วางไว้ตามข้อสัญญาดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ความว่าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2535 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทมี

น.ส.3 รวม 4 แปลง ตามสำเนา น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 และ จ.10 ในราคาไร่ละ 1,602,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์วางมัดจำไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11 หรือ ล.2 โดยสัญญาข้อ 2 มีข้อตกลงว่า คู่สัญญาจะไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดินทั้งหมดเพื่อทราบจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่งและคิดราคากันในอัตราต่อไร่ดังกล่าวตามเนื้อที่ที่วัดตรวจสอบได้จริง โดยกำหนดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดระยองสาขาแกลง ในวันที่ 15 มกราคม 2536 ปรากฏว่าที่ดินที่จะซื้อขายกันอยู่ติดกับถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาล หลังจากทำสัญญาจะซื้อขายแล้วโจทก์จำเลยเคยไปร่วมรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินกัน แต่ตกลงกันไม่ได้

เนื่องจากโจทก์มีความประสงค์ให้กับแนวเขตนับจากกึ่งกลางถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาลถึงที่ดินของจำเลยเป็นระยะ 15 เมตร ส่วนจำเลยมีความประสงค์ให้กันแนวเขตนับจากกึ่งกลางถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาลถึงที่ดินของจำเลยเป็นระยะ 10 เมตร เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงไม่มีการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดิน ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2535 จำเลย ได้นำเจ้าหน้าที่ที่ดินไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินฝ่ายเดียวโดยกันแนวเขตนับจากกึ่งกลางถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาลถึงที่ดินของจำเลยเป็นระยะ 10 เมตร ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2536 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาโจทก์และจำเลยไปสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง แต่โจทก์ไม่ยอมรับโอนที่ดินพิพาทอ้างว่า

โจทก์จำเลยไม่ได้รังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินร่วมกันและไม่กันแนวเขตนับจากกึ่งกลางถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาลถึงที่ดินของจำเลยเป็นระยะ 15 เมตร คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมายจ.11 หรือ ล.2 ข้อ 2 ที่ระบุว่า คู่สัญญาตกลงกันว่าจะไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดินทั้งหมดเพื่อทราบจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนอีกครั้งหนึ่งและคิดราคากันในอัตราต่อไร่ดังกล่าวตามเนื้อที่ที่วัดตรวจสอบได้จริงนั้น เมื่อพิจารณาข้อสัญญาข้อ 2ตลอดแล้ว กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า เจตนาของคู่สัญญาที่ตกลงกันดังกล่าวมีเจตนาอันเป็นสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจะต้องมีการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินทั้งหมดเพื่อให้ทราบจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนเพื่อจะได้คิดราคากันในอัตราไร่ละ 1,602,000 บาท ตามเนื้อที่ที่วัดตรวจสอบได้จริง

หาใช่มีสาระสำคัญอยู่ที่ว่าโจทก์จำเลยจะต้องไปรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินร่วมกันไม่ ดังจะเห็นได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่กล่าวอ้างถึงสภาพแห่งข้อหาที่ว่า จำเลยผิดสัญญาโดยอ้างเหตุเพียงประการเดียวว่าจำเลยไม่ได้ทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดิน เพื่อทราบจำนวนเนื้อที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาข้อ 2 เท่านั้น หาได้กล่าวอ้างเหตุที่จำเลยผิดสัญญาว่าจำเลยไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินเพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทก์นำสืบกล่าวอ้างไม่ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่กันแนวเขตนับจากกึ่งกลางถนนอันเป็นทางสาธารณะของเทศบาลถึงที่ดินของจำเลยเป็นระยะ 15 เมตรนั้น หาได้มีระบุในสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยตามเอกสารหมาย

จ.11 หรือ ล.2 ด้วยไม่ข้ออ้างของโจทก์ในประการนี้จึงรับฟังไม่ได้ ดังนั้น ข้อที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยไปทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยนั้นเป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ความจากการนำสืบของจำเลยและที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่าต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2535 ก่อนวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยได้ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ที่ดินทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินถูกต้องแล้วได้จำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมด 6 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ตามเอกสารการรังวัดที่ดินเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.12 และมีการแก้ไขจำนวนเนื้อที่ใน น.ส.3 เอกสารหมาย

จ.3 ถึง จ.5 แล้ว โดยในข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาเพียงว่า ที่จำเลยได้กระทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2535 ได้จำนวนเนื้อที่ถูกต้องนั้น เป็นระยะเวลาภายหลังโจทก์จำเลยไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องเงื่อนไขตามสัญญาแล้วเท่านั้นโจทก์หาได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยทำการรังวัดตรวจสอบนั้นไม่ถูกต้องประการใด กรณีจึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ทำการรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ดินจนทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนตามที่จำเลยนำสืบและอ้างในฎีกา อันเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาข้อ 2 แล้ว ดังนั้น เมื่อในวันที่ 15 มกราคม 2536 ซึ่งเป็นนัดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท โจทก์และจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง

สาขาแกลงแล้วแต่โจทก์บอกปัดไม่รับโอนโดยข้ออ้างของโจทก์รับฟังไม่ได้ดังวินิจฉัยมา กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญา หากแต่ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11 หรือ ล.2 ข้อ 5 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า หากผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนรับซื้อที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันพร้อมทั้งชำระราคาค่าที่ดินที่เหลือให้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยเป็นอันเลิกกันทันทีโดยผู้จะขายไม่จำต้องบอกกล่าวก่อนและผู้จะขายมีสิทธิริบมัดจำที่ผู้จะซื้อได้ชำระไว้แล้ว ดังนี้ สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเอกสารหมาย จ.11 หรือ ล.2 เป็นอันเลิกกันและจำเลยมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 2,000,000 บาท ที่โจทก์วางไว้ตามข้อสัญญาดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้จำเลยคืนมัดจำจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำรูญ แสนภักดี · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้