Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 39297)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาเช่าและสัญญาเช่าช่วง สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์และสิทธิบอกเลิกการเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยขึ้นอยู่กับความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ผู้ร้องสอดดำเนินการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร มติดังกล่าวเป็นการอนุมัติเพียงหลักและวิธีปฏิบัติเท่านั้นยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์หรือไม่ การที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่า จึงหมายความว่าในขณะบอกเลิกสัญญา ผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดพื้นที่ส่วนนี้ไม่ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการดังกล่าวจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ผู้ร้องสอดและผู้ดำเนินโครงการของผู้ร้องสอดไม่ได้จัดทำแบบที่มีรายละเอียดจนระบุได้ว่า ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้าง จะขาดเสียไม่ได้ ทั้งยังปรากฏว่าเสาของทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมตามโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์และจนถึงปัจจุบันทางขึ้น-ลงนั้นสร้างเสร็จจนเปิดใช้แล้ว ก็ไม่ต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ในส่วนที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 18884/2538 ถึง 18888/2538, 492/2539 ถึง 494/2539, 496/2539 และ 497/2539 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 (ที่ถูกถึงที่ 11) ตามลำดับโจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 19,000 บาท จำเลยที่ 2เป็นเงิน 22,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 44,000 บาท จำเลยที่ 4และที่ 5 เป็นเงินคนละ 23,000 บาท จำเลยที่ 6 เป็นเงิน 115,000บาท จำเลยที่ 7 และที่ 9 เป็นเงินคนละ 116,000 บาท

จำเลยที่ 8เป็นเงิน 113,000 บาท กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระเป็นเงิน 105,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 9 ชำระค่าเสียหายรายละ 1,000 บาทต่อวัน จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายวันละ 2,000 บาท กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวที่เช่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้องการทางพิเศษแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องสอด ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูกจำเลยทั้งสิบเอ็ด) ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า ให้โจทก์และจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูกจำเลยทั้งสิบเอ็ด)ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราห้องละ 1,750 บาทต่อเดือน

นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะส่งมอบตึกแถวแก่ผู้ร้องสอดโจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ให้การแก้คำร้องสอดทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องสอดจำเลยที่ 10 ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องสอดผู้ร้องสอดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบเอ็ดขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 98/35 ถึง 98/39,98/42, 98/44 ถึง 98/47 และ 98/61 แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระค่าเสียหายคนละ 1,700 บาทต่อเดือน กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,700 บาท แก่ผู้ร้องสอด

นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2538และให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวจนกว่าโจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดจะส่งมอบตึกแถวคืนแก่ผู้ร้องสอด ให้โจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบเอ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมสำนวนละ 3,000 บาท แทนผู้ร้องสอด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยทั้งสิบเอ็ดตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38 และสัญญาเช่าช่วงเอกสารหมาย ร.18ถึง ร.28 ข้อ 14 หรือไม่

พิเคราะห์แล้วตามเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38ระบุว่าถ้าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นตามนโยบายผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกการเช่าบางส่วนแก่โจทก์ได้ และตามเอกสารหมาย ร.18ถึง ร.28 ข้อ 14 ระบุว่าถ้าโจทก์ต้องการสถานที่ให้เช่าช่วงคืนเพราะมีความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอดแล้วโจทก์มีสิทธิบอกเลิกการเช่าช่วง ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์และสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเอ็ดขึ้นอยู่กับความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9 โดยอ้างว่าคณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537 เห็นชอบให้ผู้ร้องสอดดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร

ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่าเป็นที่ก่อสร้าง (รวมถึงพื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ด้วย)ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย ร.6 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีว่าผู้ร้องสอดจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด ให้ศึกษาและเสนอแนะวิธีการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครโดยแบ่งงานเป็น2 ส่วน คือส่วนที่ 1 งานศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study)ส่วนที่ 2 งานออกแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลง (Detailed Desigh of the new On-Off Ramps)บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด ศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงินในการกำหนดรูปแบบเบื้องต้นสำหรับทางขึ้น-ลงจำนวน 9 จุดแล้วเสร็จ แต่เมื่อถังการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมฉบับสุดท้ายซึ่งเป็นงานลำดับสุดท้ายของงานส่วนที่ 1บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย

จำกัด ไม่มีเงินและบุคลากรเพียงพอจะดำเนินการผู้ร้องสอดจึงเลิกจ้างในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังไม่มีแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลงซึ่งเป็นงานที่ต้องศึกษาตามส่วนที่ 2 เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผู้ร้องสอดใช้ผลการศึกษาของบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด จัดทำข้อกำหนดขอบเขตงานใช้คัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อออกแบบรายละเอียดบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้มีข้อเสนอเหมาะสมที่สุดที่จะก่อสร้างงานตามโครงการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงินกับรูปแบบเบื้องต้นสำหรับทางขึ้น-ลงที่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย

จำกัด จัดทำ อนุมัติให้ผู้ร้องสอดดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติม สำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครในบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท และทางแยกต่างระดับคลองเตย(ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงอยู่ในบริเวณนี้) อนุมัติให้ผู้ร้องสอดจ้างบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการ และขอให้รัฐบาลสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ร้องสอด ซึ่งต่อมาในการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย ร.7 เห็นว่า ในขณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องเพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและขณะที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครยังไม่มีการออกแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลง และกำหนดจุดก่อสร้างที่แน่ชัด เป็นเพียงระบุสถานที่ก่อสร้างไว้กว้าง

ๆ ว่าเป็นบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิทและทางแยกต่างระดับคลองเตย ซึ่งในส่วนของทางแยกต่างระดับคลองเตยที่โจทก์เช่าจากผู้ร้องสอดก็มีพื้นที่ถึง 8,000 ตารางวา ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติเพียงหลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการอันตรงกับความหมายของคำว่า "นโยบาย" ตามพจนานุกรมเท่านั้น ยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างหรือไม่ ทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่านับจากวันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9ผู้ร้องสอดได้จัดทำรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องใช้ในการก่อสร้างของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครหรือไม่ แต่ปรากฏตามแผนผังเอกสารหมาย

ร.15 ของผู้ร้องสอดซึ่งมีข้อความระบุว่าเป็นเอกสารแนบจดหมายเลขที่ 1/ETA-3/018ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2538 (ก่อนที่ผู้ร้องสอดจะบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ตามเอกสารหมาย ร.9)ว่าตำแหน่งเสาของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/35-39, 98/42,98/44-47 และ 98/61 ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ ถึงแม้ตามแผนผังจะปรากฏตำแหน่งเสาอยู่ในส่วนหนึ่งของตึกแถวเลขที่ 98/47ที่จำเลยที่ 7 เช่าช่วงจากโจทก์แต่ก็ปรากฏตามคำเบิกความของนางกนกพร เย็นสุดใจ พยานผู้ร้องสอดซึ่งเบิกความเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540และคำแถลงรับของทนายผู้ร้องสอดในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2540 ว่าทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครสร้างเสร็จเปิดใช้มาเป็นเวลา 1 ปีเศษแล้วผู้ร้องสอดไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้าง

ผู้ร้องสอดอ้างในหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9 ว่าผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่า (รวมถึงพื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ด้วย) เป็นพื้นที่ก่อสร้าง คำว่า "จำเป็น" ตามพจนานุกรมหมายความว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำ ขาดไม่ได้ กรณีตามเอกสารหมาย ร.9 จึงหมายความว่าในขณะบอกเลิกสัญญาผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดพื้นที่ส่วนนี้เสียไม่ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย

ร.9 ผู้ร้องสอดและบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินโครงการของผู้ร้องสอดไม่ได้จัดทำแบบที่มีรายละเอียดจนระบุได้ว่า-ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดเสียไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏตามแผนผังเอกสารหมายร.15 อีกว่าเสาของทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวดังกล่าว และความจริงที่ปรากฏจนถึงปัจจุบันคือทางขึ้น-ลงนั้นสร้างเสร็จจนเปิดใช้แล้วโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ ผู้ร้องสอดไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ในส่วนพื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/35-39,98/42, 98/44-47 และ 98/61 ถนนสุนทรโกษา

แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์โดยอาศัยความในเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38 และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยอาศัยความในเอกสารหมาย ร.18 ถึง ร.28 ข้อ 14เช่นกัน ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่าเอกสารหมายร.4 ข้อ 38 กับเอกสารหมาย ร.18 ถึง ร.27 ข้อ 14 เป็นนิติกรรมมีเงื่อนไขบังคับหลังหรือไม่และผู้ร้องสอดเสียหายเพียงใดเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้