Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3895/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) ทำสัญญาขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยโดยโจทก์ลงชื่อในสัญญาเป็นผู้ขายในฐานะเป็นตัวแทน โจทก์จึงเป็นตัวแทนของบริษัท น. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้จากการขายสินค้า มิใช่เป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อของบริษัท น.เท่านั้นโจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับการขายสินค้าดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) มีหุ้นอยู่ในห้างโจทก์ 99.5 เปอร์เซ็นต์โจทก์จึงเป็นตัวแทนตามกฎหมายประกอบธุรกิจแต่บางส่วนให้กับบริษัทดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็น 'สถานประกอบการถาวร' ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนฯ มิใช่เป็นแต่ นายหน้า ตัวแทนค้าต่าง หรือตัวแทนอื่น ๆ ที่มีสถานภาพเป็นอิสระ อย่างแท้จริง ซึ่งกระทำการแต่เพียงเป็นสื่อกลางระหว่างวิสาหกิจหนึ่งของรัฐ ผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งกับผู้ที่จะเป็นลูกค้าในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง โจทก์ จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 76 ทวิ และภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งจำนวนเงินได้ที่บริษัท น.(ประเทศญี่ปุ่น) ได้รับตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านจำนวนเงินดังกล่าวในชั้นศาลโจทก์ทราบที่มาของการประเมินทุกขั้นตอนของจำเลยที่ให้โจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) เสียภาษีในการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ และโจทก์เข้าใจดีแล้ว ดังนั้นแม้คำสั่งของจำเลยให้โจทก์เสียภาษีเงินได้ดังกล่าวและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะไม่กล่าว ให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาหรือที่มาของจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ จะต้องชำระก็ไม่เป็นการเคลือบคลุมและไม่เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ นั้น ต้องเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไร และเงินที่จำหน่ายนั้นต้องเป็นกำไรโดยแท้จริง หรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไร เงินที่ลูกค้าในประเทศไทยที่ส่งไปให้แก่ บริษัท น. ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเงินค่าสินค้าซึ่งลูกค้าเป็นผู้ส่งเองโดยทางเลตเตอร์ออฟเครดิต ถือไม่ได้ว่ามีการจำหน่ายเงินกำไรด้วยเพราะโจทก์มิได้เป็นผู้จำหน่ายเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 4/2521 และคำพิพากษาฎีกาที่ 358/2524) (วรรคสี่ ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2525)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลถึงโจทก์ แยกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัท น.(ประเทศญี่ปุ่น) ในการทำสัญญากับลูกค้าในประเทศไทยและได้รับค่านายหน้าตอบแทน โจทก์จึงมีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ แต่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ โจทก์จึงต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้ตาม มาตรา 71(1) เป็นเงิน 1,801,890.96 บาท (2) โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้จากการจำหน่ายเงินกำไรที่บริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) มีกำไรจากการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย โจทก์จึงต้องเสียภาษีและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 1,716,799.20 บาท

โจทก์ไม่เห็นชอบตามคำสั่งดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าคำสั่งการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์กับบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) เป็นนิติบุคคลแยกจากกันโดยอิสระ โจทก์ได้รับการงดเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505 มาตรา 3 และอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นฯ และโจทก์มิใช่ผู้จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามมาตรา 70 ทวิ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว

ทั้งคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไรเคลือบคลุม และเงินกำไรมีจำนวนไม่เท่าที่จำเลยอ้าง ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยทั้งห้าให้การว่า คำสั่งการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว โจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) ในการประกอบการค้าในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ โจทก์ไม่ได้รับยกเว้นการเสียภาษี เงินค่าขายสินค้าถูกส่งออกไปจากประเทศไทยย่อมถือว่าจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศ คำสั่งประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เคลือบคลุมและจำเลยคำนวณภาษีถูกต้องแล้ว

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัท น. (ประเทศญี่ปุ่น) ในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัท น. แต่เงินค่าสินค้าที่ลูกค้าส่งไปชำระแก่บริษัท น. ที่ประเทศญี่ปุ่นถือไม่ได้ว่าเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกนอกประเทศไทย พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่เกี่ยวกับการจำหน่ายเงินกำไร คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคแรกบัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว" เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรานี้มีความหมายบังคับให้ตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ และผลกำไรในประเทศไทย

มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว แต่ถ้าเป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ กฎหมายให้ถือว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเช่นเดียวกับตัวแทน เมื่อโจทก์แถลงรับว่าบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ได้ทำสัญญาขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย โดยโจทก์ลงชื่อในสัญญาเป็นผู้ขายในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) รวม 7 สัญญา เป็นเงิน90,094,548 บาท

ดังนี้ โจทก์จึงเป็นตัวแทนของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด(ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้จาการขายสินค้ารวม 7 สัญญาเป็นเงิน 90,094,548 บาท โจทก์จึงมิใช่เป็นเพียงแต่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เท่านั้น โจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้สำหรับการขายสินค้า 7 สัญญาเป็นเงิน 90,094,548 บาทดังกล่าว แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเพียงนายหน้าหรือตัวแทนที่มีสถานภาพเป็นอิสระอย่างแท้จริง โจทก์ไม่ได้เป็นนายหน้าขายสินค้าเฉพาะแต่บริษัทนิชโช - อีวายจำกัด (ประเทศญี่ปุ่น)

เท่านั้น แต่เป็นนายหน้าขายสินค้าให้แก่ผู้ค้าต่างประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โจทก์มีรายได้จากการขายสินค้าใน พ.ศ. 2515 เป็นเงินถึง 190 ล้านบาทเศษ และค่านายหน้า 6,390,574 บาท 87 สตางค์ และในปี พ.ศ. 2516 เป็นเงินถึง 240 ล้านบาทเศษ และค่านายหน้า 7,318,230 บาท 55 สตางค์ ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยประเมินภาษีเงินได้เฉพาะแต่รายได้ที่โจทก์ลงชื่อในสัญญาเป็นผู้ขายในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) รวม 7 สัญญา เป็นเงิน 90,094,548 บาทเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) มีหุ้นอยู่ในห้างฯ โจทก์มีมูลค่าถึง 3,980,000 บาท ในจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีมูลค่า 4,000,000 บาท หรือ 99.5 เปอร์เซ็นต์

โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทนตามกฎหมายประกอบธุรกิจแต่บางส่วนให้กับบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) อันถือได้ว่าเป็น "สถานประกอบการถาวร" ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ฯ ข้อ 2.1 (ฎ) มิใช่เป็นแต่นายหน้า ตัวแทนค้าต่าง หรือตัวแทนอื่น ๆ ที่มีสถานภาพเป็นอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งกระทำการแต่เพียงเป็นสื่อกลางระหว่างวิสาหกิจหนึ่งของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งกับผู้ที่จะเป็นลูกค้าในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งตามอนุสัญญาข้อ 2.1 (ฎ)(5) โจทก์จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามอนุสัญญาข้อ 3.1 เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและแจ้งคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยอ้างว่าบริษัทนิชโช

- อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัดนิชโช - อีวาย (ประเทศไทย) คือโจทก์เป็นตัวแทนในการเซ็นสัญญากับลูกค้าได้รับเงินจากการขายสินค้าในประเทศไทยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2515 เป็นจำนวนเงิน 30,585,984 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2516 เป็นจำนวนเงิน 59,508,564 บาท โจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด(ประเทศญี่ปุ่น) แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์คงอุทธรณ์แต่เพียงว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 76 ทวิ และไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งเงินได้ที่บริษัทนิชโช

- อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ได้รับในปี พ.ศ. 2515 และ พ.ศ. 2516 ตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านจำนวนเงินดังกล่าวในชั้นศาลปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 4 และ 5 เคลือบคลุม จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหานี้โดยมติที่ประชุมใหญ่ เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีคำสั่งให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายกำไรตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 4 และ 5 พันตำรวจโทคำนวณ แพทย์สมาน ได้หลักฐานสัญญาซื้อขาย7 ฉบับ ซึ่งโจทก์ลงชื่อเป็นคู่สัญญาในฐานะตัวแทนบริษัทนิชโช

- อีวาย จำกัด(ประเทศญี่ปุ่น) ผู้ขายผู้ซื้ออยู่ในประเทศไทยทั้งหมด โจทก์ไม่ได้ทำบัญชีการขายไว้เลย และไม่ได้ยื่นรายการเสียภาษีแทนบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) พันตำรวจโทคำนวณเรียกผู้จัดการของโจทก์มาสอบสวน ผู้จัดการของโจทก์ยอมรับว่าไม่ได้เสียภาษี และทำบันทึกยอมรับเสียภาษีนั้นตามเอกสาหมาย ล.1 ถึง ล.2 พันตำรวจโทคำนวณส่งเรื่องไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการประเมินภาษีต่อไป จำเลยที่ 1 หมายเรียกโจทก์ในฐานะตัวแทนบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด(ประเทศญี่ปุ่น) ให้นำหลักฐานไปตรวจสอบ โจทก์มอบอำนาจให้นายวินัย ชำนิจไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไว้ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งให้นายวินัยทราบว่า

โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยอีกด้วย เฉพาะภาษีการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย นายวินัยได้โต้แย้งไว้ตามเอกสารหมาย ล.7 ดังนี้โจทก์ย่อมทราบที่มาของการประเมินทุกขั้นตอนของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เสียภาษีในการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ มิฉะนั้น นายวินัยผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์คงไม่ทำบันทึกโต้แย้งภาษีการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยไว้ตามเอกสารหมาย ล.7 แสดงว่าโจทก์เข้าใจการประเมินของจำเลยที่ 1 ดีแล้ว ดังนั้นแม้คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายเงินกำไรตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 4 และ 5 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 8 จะไม่กล่าวให้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา หรือที่มาของจำนวนเงินภาษีที่โจทก์จะต้องชำระ

ก็ไม่เป็นการเคลือบคลุม และไม่เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยปัญหาที่จำเลยฎีกาต่อไป ปัญหาวินิจฉัยมีว่า การที่ลูกค้าในประเทศไทยส่งเงินโดยตรงไปชำระค่าสินค้าให้กับบริษัทนิชโช - อีวายจำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ที่ประเทศญี่ปุ่น ควรถือได้ว่าในจำนวนเงินที่ส่งไปนั้น มีกำไรรวมอยู่ด้วยเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ซึ่งโจทก์ในฐานะตัวแทนของบริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) มีหน้าที่ต้องชำระภาษี เนื่องจากจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ดังที่จำเลยได้ประเมินไว้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4/2521 ระหว่างบริษัทมิตซุยแอนด์คัมปนี (ไทยแลนด์) จำกัดโจทก์กรมสรรพากร กับพวก จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ 358/2524 ระหว่างบริษัทอาตาก้า (ไทย) จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วเป็นทำนองเดียวกันว่า ผู้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ นั้น ต้องเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไร และเงินที่จำหน่ายนั้นต้องเป็นกำไรโดยแท้จริงหรือที่ถือได้ว่าเป็นกำไร แต่คดีนี้ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์เป็นผู้จำหน่ายเงินกำไร ปรากฏแต่เพียงว่า เงินที่ลูกค้าในประเทศไทยส่งไปให้แก่บริษัทนิชโช - อีวาย จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ที่ประเทศญี่ปุ่น

นั้นเป็นเพียงเงินค่าซื้อสินค้า ซึ่งลูกค้าเป็นผู้ส่งเองโดยทางเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงถือไม่ได้ว่ามีการจำหน่ายเงินกำไรด้วย เพราะโจทก์มิได้เป็นผู้จำหน่ายเงินจำนวนดังกล่าวนั้น โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ อีก ดังนั้น คำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 4 และ 5 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมาย 8 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลูตม์ สวัสดิทัต · สุรัช รัตนอุดม · ประกอบ วณิคพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้