Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่า เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด แหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงินเพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์มีพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาพยานเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติเกือบ 30 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ซ. พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2522 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400 ล้านบาทเศษ โดย ซ. ทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ซ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่าย ฐ. กับพวก เช่นกัน ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับ ธ. เครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กรณียังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) เพราะการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่า เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.358/2563
แหล่งที่มา
ของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงินเพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์มีพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาพยานเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติเกือบ 30 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ซ. พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2522 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400 ล้านบาทเศษ โดย ซ. ทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ซ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่าย ฐ. กับพวก เช่นกัน ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับ ธ. เครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กรณียังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) เพราะการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558, ฟย.51/2558, ฟย.72/2558 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559, ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560, ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2554 (ที่ถูก พ.ศ.2542) มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (ที่ถูก และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินเพียงบทเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 (ที่ถูก จำเลย) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560, ฟย.53/2559 และ ฟย.64/2559 นั้น เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.53/2559 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.64/2559 ศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 มีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในท้องที่สถานีตำรวจภูธรคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดจำนวนหนึ่ง กับสมุดบันทึกการขายยาเสพติดให้โทษอยู่ภายในรถ ส่วนคนขับคือนายนิพนธ์ หลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของนายนิพนธ์ พบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งกับสมุดบันทึกการค้ายาเสพติดให้โทษ หลังจากนั้นไปตรวจค้นบ้านพักที่นายนิพนธ์เช่าไว้อีกหลังหนึ่ง พบเมทแอมเฟตามีน 3,846,000 เม็ด กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 71 กิโลกรัม จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนิพนธ์ได้ จากการสืบสวนขยายผลปรากฏว่า มีนายฐปนันทน์ กับพวกอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษร่วมกับนายนิพนธ์ด้วย โดยเมื่อปี 2552 นายฐปนันทน์เคยถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 26,000 เม็ด แต่ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้อง และหลังเกิดเหตุคดีนี้นนายฐปนันทน์หลบหนีไปอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เนื่องจากคดีนี้มีลักษณะเป็นขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ พนักงานสอบสวนจึงทำการขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายที่ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติม พบว่ามีจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องด้วย โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 - 2 - 09xxx - x ชื่อบัญชี นางสาวนารีรัตน์ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 - 2 - 05xxx - x ชื่อบัญชี นางสาววัชราภรณ์ ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปาดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 - 2 - 13xxx - x ชื่อบัญชี นางเซีย จำนวนเงิน 310,000 บาท และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีดังกล่าวของนางเซีย จำนวนเงิน 600,000 บาท พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาปกติทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสอง มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีพันตำรวจเอกอุเทน พันตำรวจโทธนภัทร พันตำรวจตรีเกรียงไกร และพันตำรวจตรีจิฑาวัฒน์ ผู้ร่วมสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นพยานเบิกความประกอบกันสรุปได้ว่า หลังจากยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากได้ในรถยนต์ ในคอนโดมิเนียม และในบ้านเช่าของนายนิพนธ์ พร้อมสมุดบันทึกเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษเป็นของกลางแล้ว ทางเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการสืบสวนทราบว่าเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายนิพนธ์มีตัวการใหญ่ที่ร่วมอยู่ในขบวนการอีก 2 คน คือ นายพีรยุทธ์ และนายฐปนันทน์ ซึ่งตกลงแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายฐปนันทน์ทำหน้าที่ดูแลด้านการเงินและหาลูกค้ารายย่อย ด้วยการว่าจ้างให้บุคคลใกล้ชิดและบุคคลอื่นเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารสำหรับใช้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยมีนายธัชพล ช่วยดูแลด้านการเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวมธุรส ได้ขณะเบิกถอนเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินสดพร้อมยึดบัตรเบิกถอนเงินสด 22 ใบ มีชื่อนางสาววลัยพรรณ เป็นเจ้าของบัญชี 10 บัญชี นางสาววลัยพรรณให้การว่า นายฐปนันทน์ว่าจ้างให้นางสาววลัยพรรณเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้สำหรับโอนเงินที่ได้จากเครือข่ายยาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เมื่อพยานโจทก์ตรวจสอบความเชื่อมโยงการทำธุรกรรมทางการเงินของบัญชีเงินฝากในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษ พบว่าบัญชีเงินฝากของนางสาววลัยพรรณมีการโอนไปยังกลุ่มบัญชีเงินฝากของนางสาวเจนจิรา นางสาวกัญญา นางสาวศิริพรรณ และจำเลยทั้งสอง เมื่อตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวของบัญชีพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 - 2 - 09xxx - x ของจำเลยที่ 2 ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปังดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 - 2 - 13xxx - x ของนางเซีย เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 จำนวน 310,000 บาท และมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 - 2 - 05xxx - x ของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีดังกล่าวของนางเซีย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำนวน 600,000 บาท ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสี่ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติ โดยในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2555 บัญชีของจำเลยที่ 1 มีเงินหมุนเวียนถึง 22,000,000 บาทเศษ ส่วนบัญชีของจำเลยที่ 2 มีเงินหมุนเวียนช่วงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นจำนวนมากถึง 28,000,000 บาทเศษ โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใด จึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของนางเซีย พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400,000,000 บาทเศษ โดยนางเซียทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของนางเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่ายนายฐปนันทน์กับพวกเช่นกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายธัชพล ซึ่งเป็นเครือข่ายร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก ที่ดูแลบัญชีการเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธัชพล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนกับนางสาวเจนจิราคนรักของนายธัชพล และจำเลยทั้งสองรู้จักกัน ขณะจำเลยที่ 2 ไปทำธุรกรรมที่ตู้เบิกถอนเงินสดของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 ก็อยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีความสนิทคุ้นเคยกันดี ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า รับจ้างเปิดบัญชีให้กับนายธัชพลเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์ โดยได้รับค่าจ้างบัญชีละ 30,000 บาท และได้รับค่าจ้างในการทำธุรกรรมครั้งละ 1,000 บาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) แม้พยานโจทก์ปากนางสาวบุญญาภา รวมทั้งพยานในชั้นสอบสวนบางปากไม่ได้ซัดทอดถึงจำเลยทั้งสอง ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัย เนื่องจากการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวกเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ถูกนายธัชพลซึ่งมีอาชีพค้าขายผักเมืองหนาวใช้ให้ไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและไม่ได้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายและข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ กับข้อที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า นายธัชพลขอร้องให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษ และในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบให้เห็นสมจริง อีกทั้งเป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลและขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้วเช่นกัน จึงต้องนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ อนึ่ง ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558 ของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับมาในคำแก้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วจริง จึงต้องนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ด้วย พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ของศาลชั้นต้น เพิ่มอีกคดีหนึ่งด้วย ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2563พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นางสาว ช. กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 226/2 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่า เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด แหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงินเพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์มีพยานเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาพยานเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติเกือบ 30 ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใดจึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของ ซ. พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2522 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400 ล้านบาทเศษ โดย ซ. ทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของ ซ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่าย ฐ. กับพวก เช่นกัน ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับ ธ. เครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กรณียังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) เพราะการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของ ฐ. กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558, ฟย.51/2558, ฟย.72/2558 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559, ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560, ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2554 (ที่ถูก พ.ศ.2542) มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน (ที่ถูก และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินเพียงบทเดียว) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 (ที่ถูก จำเลย) ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560, ฟย.53/2559 และ ฟย.64/2559 นั้น เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.53/2559 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.64/2559 ศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 มีอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในท้องที่สถานีตำรวจภูธรคลอง 5 จังหวัดปทุมธานี เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดจำนวนหนึ่ง กับสมุดบันทึกการขายยาเสพติดให้โทษอยู่ภายในรถ ส่วนคนขับคือนายนิพนธ์ หลบหนีไป หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักของนายนิพนธ์ พบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งกับสมุดบันทึกการค้ายาเสพติดให้โทษ หลังจากนั้นไปตรวจค้นบ้านพักที่นายนิพนธ์เช่าไว้อีกหลังหนึ่ง พบเมทแอมเฟตามีน 3,846,000 เม็ด กับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 71 กิโลกรัม จึงยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนิพนธ์ได้ จากการสืบสวนขยายผลปรากฏว่า มีนายฐปนันทน์ กับพวกอยู่ในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษร่วมกับนายนิพนธ์ด้วย โดยเมื่อปี 2552 นายฐปนันทน์เคยถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 26,000 เม็ด แต่ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้อง และหลังเกิดเหตุคดีนี้นนายฐปนันทน์หลบหนีไปอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เนื่องจากคดีนี้มีลักษณะเป็นขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ พนักงานสอบสวนจึงทำการขยายผลเพื่อจับกุมเครือข่ายที่ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติม พบว่ามีจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องด้วย โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 - 2 - 09xxx - x ชื่อบัญชี นางสาวนารีรัตน์ และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 - 2 - 05xxx - x ชื่อบัญชี นางสาววัชราภรณ์ ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 2 โอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปาดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 - 2 - 13xxx - x ชื่อบัญชี นางเซีย จำนวนเงิน 310,000 บาท และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ผ่านเครื่องเบิกถอนเงินสดเข้าบัญชีดังกล่าวของนางเซีย จำนวนเงิน 600,000 บาท พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ ซึ่งมีลักษณะกระทำความผิดเป็นเครือข่าย มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการมอบหมายหน้าที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งพยายามปิดบังเส้นทางการเงิน เพื่อมิให้เจ้าพนักงานเข้าถึงตัวผู้กระทำความผิด ตามรูปคดีจึงเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยานดังเช่นคดีอาญาปกติทั่วไป ดังนั้น จำต้องอาศัยพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสอง มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีพันตำรวจเอกอุเทน พันตำรวจโทธนภัทร พันตำรวจตรีเกรียงไกร และพันตำรวจตรีจิฑาวัฒน์ ผู้ร่วมสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงคดีนี้ เป็นพยานเบิกความประกอบกันสรุปได้ว่า หลังจากยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากได้ในรถยนต์ ในคอนโดมิเนียม และในบ้านเช่าของนายนิพนธ์ พร้อมสมุดบันทึกเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดให้โทษเป็นของกลางแล้ว ทางเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการสืบสวนทราบว่าเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายนิพนธ์มีตัวการใหญ่ที่ร่วมอยู่ในขบวนการอีก 2 คน คือ นายพีรยุทธ์ และนายฐปนันทน์ ซึ่งตกลงแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายฐปนันทน์ทำหน้าที่ดูแลด้านการเงินและหาลูกค้ารายย่อย ด้วยการว่าจ้างให้บุคคลใกล้ชิดและบุคคลอื่นเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารสำหรับใช้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยมีนายธัชพล ช่วยดูแลด้านการเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวมธุรส ได้ขณะเบิกถอนเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินสดพร้อมยึดบัตรเบิกถอนเงินสด 22 ใบ มีชื่อนางสาววลัยพรรณ เป็นเจ้าของบัญชี 10 บัญชี นางสาววลัยพรรณให้การว่า นายฐปนันทน์ว่าจ้างให้นางสาววลัยพรรณเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้สำหรับโอนเงินที่ได้จากเครือข่ายยาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เมื่อพยานโจทก์ตรวจสอบความเชื่อมโยงการทำธุรกรรมทางการเงินของบัญชีเงินฝากในเครือข่ายยาเสพติดให้โทษ พบว่าบัญชีเงินฝากของนางสาววลัยพรรณมีการโอนไปยังกลุ่มบัญชีเงินฝากของนางสาวเจนจิรา นางสาวกัญญา นางสาวศิริพรรณ และจำเลยทั้งสอง เมื่อตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวของบัญชีพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามันนี่พาร์ค มาบุญครองเซ็นเตอร์ เลขที่บัญชี 788 - 2 - 09xxx - x ของจำเลยที่ 2 ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปังดังเบซาร์ บัญชีเลขที่ 386 - 2 - 13xxx - x ของนางเซีย เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 จำนวน 310,000 บาท และมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 2 เลขที่บัญชี 968 - 2 - 05xxx - x ของจำเลยที่ 1 ไปยังบัญชีดังกล่าวของนางเซีย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 จำนวน 600,000 บาท ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสี่ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ และมีสาระสำคัญตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ ทั้งเมื่อพิจารณาเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่ามีเงินหมุนเวียนผ่านเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนมากผิดปกติ โดยในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 23 มกราคม 2555 บัญชีของจำเลยที่ 1 มีเงินหมุนเวียนถึง 22,000,000 บาทเศษ ส่วนบัญชีของจำเลยที่ 2 มีเงินหมุนเวียนช่วงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นจำนวนมากถึง 28,000,000 บาทเศษ โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพสุจริตใด จึงมีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมากเช่นนี้ อีกทั้งมีลักษณะเป็นการนำเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีอย่างรวดเร็วส่อให้เห็นพิรุธ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังโอนและรับโอนเงินจากบัญชีของบุคคลอื่นอีกหลายบัญชีโดยไม่ปรากฏที่มาที่ไปของเงินอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของนางเซีย พบว่าเปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หลังจากถูกอายัดบัญชีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 พบว่าในการทำธุรกรรมทางบัญชีมีเงินหมุนเวียนมากถึง 400,000,000 บาทเศษ โดยนางเซียทำธุรกรรมทางบัญชีด้วยตนเองทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้าชี้แจงถึงที่มาของเงินในบัญชีตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานตำรวจ ผิดวิสัยของสุจริตชนเช่นเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของนางเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินค่ายาเสพติดให้โทษของเครือข่ายนายฐปนันทน์กับพวกเช่นกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายธัชพล ซึ่งเป็นเครือข่ายร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก ที่ดูแลบัญชีการเงินค่ายาเสพติดให้โทษ โดยจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธัชพล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนกับนางสาวเจนจิราคนรักของนายธัชพล และจำเลยทั้งสองรู้จักกัน ขณะจำเลยที่ 2 ไปทำธุรกรรมที่ตู้เบิกถอนเงินสดของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 ก็อยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีความสนิทคุ้นเคยกันดี ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า รับจ้างเปิดบัญชีให้กับนายธัชพลเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์ โดยได้รับค่าจ้างบัญชีละ 30,000 บาท และได้รับค่าจ้างในการทำธุรกรรมครั้งละ 1,000 บาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังถูกฟ้องข้อหาสมคบกันฟอกเงินในลักษณะเดียวกันอีกหลายสำนวน ตามที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อมาท้ายฟ้องด้วย ซึ่งบางคดีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว อันเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการสมคบกันฟอกเงิน สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบในการกระทำความผิดคดีนี้ของจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) แม้พยานโจทก์ปากนางสาวบุญญาภา รวมทั้งพยานในชั้นสอบสวนบางปากไม่ได้ซัดทอดถึงจำเลยทั้งสอง ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัย เนื่องจากการกระทำความผิดในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวกเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นหลายขั้นตอน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ร่วมกระทำความผิดบางคนอาจไม่รู้จักกัน ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีเข้าด้วยกันแล้วทำให้มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อโอนหรือรับโอนเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดให้โทษของนายฐปนันทน์กับพวก เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน หรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาซึ่งเงินนั้น อันเป็นการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันจริงตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ถูกนายธัชพลซึ่งมีอาชีพค้าขายผักเมืองหนาวใช้ให้ไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับจ้างเปิดบัญชีเงินฝากและไม่ได้โอนเงินค่ายาเสพติดให้โทษ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายและข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ กับข้อที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า นายธัชพลขอร้องให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษ และในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ได้อ่านข้อความ นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมานำสืบให้เห็นสมจริง อีกทั้งเป็นข้อนำสืบที่ขัดต่อเหตุผลและขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.38/2559, ฟย.75/2559, ฟย.76/2559 และ ฟย.12/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.77/2559, ฟย.80/2559, ฟย.12/2560 และ ฟย.19/2560 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแล้วเช่นกัน จึงต้องนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ อนึ่ง ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฟย.50/2558 ของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับมาในคำแก้ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วจริง จึงต้องนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีดังกล่าวตามคำขอของโจทก์ด้วย พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ฟย.39/2560 ของศาลชั้นต้น เพิ่มอีกคดีหนึ่งด้วย (พิชัย เพ็งผ่อง-อธิคม อินทุภูติ-จรัญ เนาวพนานนท์)ศาลอาญา - นางพรชนก ณ ถลางศาลอุทธรณ์ - นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้