Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3875/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภรรยาที่หย่ากันโดยคำพิพากษาต้องแบ่งตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 บัญญัติไว้ คือแบ่งสินสมรสให้ชายหญิงได้ส่วนเท่ากัน จะแบ่งโดยวิธีตีราคาสินสมรสทั้งหมด แล้วคิดคำนวณส่วนที่แต่ละฝ่ายจะได้รับแล้วนำมาหักกลบลบกันหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ต่างคนต่างมีทรัพย์สินติดตัวมาไม่มากนัก เกิดบุตรด้วยกัน ๕ คน หลังสมรสแล้วโจทก์ได้ดำเนินธุรกิจการค้าโดยมีจำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือและเป็นแม่บ้านได้ร่วมกับญาติตั้งบริษัทขึ้น ๓ บริษัท กิจการค้าได้เจริญรุ่งเรืองตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๗ ก็เริ่มขาดทุน โจทก์ได้นำทรัพย์สินที่มีชื่อโจทก์และบุตรผู้เยาว์ไปค้ำประกันหนี้ธนาคาร ทำให้ทรัพย์สินที่มีชื่อโจทก์และบุตรแทบจะไม่เหลือ จำเลยประพฤติตัวเสื่อมเสีย กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาอย่างร้ายแรงจึงไม่สมควรจะเป็นผู้ปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นสินสมรสส่วนใหญ่เป็นสินเดิมของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งที่โจทก์อ้างว่ากิจการค้าขาดทุนโจทก์ต้องนำทรัพย์สินที่มีชื่อโจทก์และบุตรไปค้ำประกันธนาคารจนแทบจะไม่เหลือนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ปฏิบัติไม่ถูกต้องเพราะเป็นเรื่องของบริษัทจึงไม่ผูกพันจำเลยและบุตร จำเลยไม่เคยประพฤติตัวเสื่อมเสีย และกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยาไม่เคยมีชู้ดังโจทก์อ้าง โจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย และยังอยู่กินกับหญิงอื่นฉันสามีภริยา บุตรทั้ง ๕ จึงควรอยู่ในความปกครองของจำเลยสำหรับสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยได้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของบ้างใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้าง ส่วนที่มีชื่อโจทก์คิดเป็นเงิน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่มีสินเดิม และสินส่วนตัวแต่จำเลย มีสินเดิมและสินส่วนตัวจำเลยจึงมีสิทธิได้ส่วนแบ่งในสินสมรส ๒ ใน ๓ ส่วน คิดเป็นเงินประมาณ ๙๓๓,๐๐๐ บาท จึงฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์แบ่งสินสมรสให้จำเลย ๙๓๓,๐๐๐ บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มีสินเดิมจึงต้องแบ่งสินสมรสคนละครึ่งทรัพย์ที่จำเลยอ้างว่าเป็นสินเดิมของจำเลยความจริงเป็นสินสมรส ก่อนเริ่มต้นสืบพยาน โจทก์จำเลยแถลงตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันตามฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า ส่วนแบ่งสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิได้จากจำเลยคิดเป็นเงิน ๑,๔๖๗,๐๐๐ บาท ส่วนที่จำเลยมีสิทธิได้จากโจทก์คิดเป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อหักกลบลบกันแล้วโจทก์มีสิทธิได้จากจำเลย ๘๖๗,๒๐๐บาท คำขอเกี่ยวกับอำนาจปกครองผู้เยาว์นั้นอยู่ในอำนาจของศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางจึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน ให้จำเลยชำระเงิน ๘๖๗,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า การแบ่งสินสมรสจะใช้วิธีหักกลบลบกันดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้นไม่ถูกต้อง ให้จัดแบ่งตามกฎหมายว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมพิพากษาแก้ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยคนละครึ่ง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินแบ่งกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยมีหุ้นในบริษัทหลายบริษัท ที่ดินหลายแปลง สิทธิในการเช่าที่ดินก็มี ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๓ บัญญัติว่า เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายหญิงได้ส่วนเท่ากัน ดังนั้นจึงต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวทั้งหมดให้โจทก์จำเลยได้ส่วนเท่ากันหรือคนละครึ่ง

ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ควรได้รับชดใช้จากจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากแบ่งตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว ผลที่สุดก็ต้องขายทอดตลาดทุกรายการ เห็นว่า โจทก์จำเลยมีสิทธิได้รับสินสมรสทั้งหมดเท่ากัน ซึ่งโจทก์จำเลยจะแบ่งทรัพย์สินต่าง ๆระหว่างโจทก์จำเลยเองก็ได้หรือขายทรัพย์สินนั้นเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันก็ได้ หรือขายโดยประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาดก็ได้ จำเลยเป็นคู่สมรสของโจทก์ ไม่ใช่ลูกหนี้โจทก์ จึงไม่มีหนี้เงินที่จะต้องชดใช้ให้โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พูน จักรเสน · สุนทร วรรณแสง · เสมา รัตนมาลัย
ศาลล่าง
ศาลชั้นต้น - นายเสียง ตรีวิมล
ศาลอุทธรณ์ - ม.ร.ว. ชัยวัฒน์ ชมพูนุท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้