Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2512 (เลขอ้างอิง 38748)

พ.ศ. 2512 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินซึ่งรัฐบาลซื้อจากเอกชนเพื่อสร้างสถานที่ราชการ และได้มีพระบรมราชโองการให้ขึ้นทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังแต่ครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ในทะเบียนที่ราชพัสดุมีหมายเหตุไว้ในช่องใช้ราชการหรือจัดให้เช่าทำประโยชน์ว่าให้เช่าปลูกโรงชั่วคราว ที่ดินราชพัสดุซึ่งอยู่ติดต่อกันได้ใช้ปลูกสร้างเป็นที่ทำการแขวงการทางกรมธนารักษ์ในกระทรวงการคลังมอบให้สรรพากรจังหวัดเป็นผู้ดูแลแม้ที่ดินดังกล่าวจะยังมิได้ใช้ปลูกสร้างสถานที่ราชการ ก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซึ่งมิใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่า (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 15/2512)ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ.2506 มาตรา 9 ซึ่งบัญญัติว่า กระทรวงการคลังมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร หรือกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน นอกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น หาได้ยกเว้นมิให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกชนิดไม่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 บัญญัติว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจดูแลรักษาดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้แต่โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการให้กระทรวงการคลังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุรายพิพาท และขึ้นทะเบียนไว้แล้วก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พระบรมราชโองการในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อมถือเป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ราชพัสดุ อธิบดีกรมที่ดินจึงไม่มีอำนาจ และเมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 8 วรรคท้าย บัญญัติว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจที่จะจัดขึ้นทะเบียนเป็นของทบวงการเมืองได้กระทรวงการคลังก็คงใช้อำนาจครอบครองที่ราชพัสดุอยู่เช่นเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมถือได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้ที่พิพาทขึ้นทะเบียนเป็นของกระทรวงการคลังแล้วโดยอนุโลม พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเป็นกฎหมายทั่วไปที่กำหนดอำนาจและหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของกระทรวงและทบวงการเมืองต่างๆ ย่อมไม่ลบล้างอำนาจของกระทรวงการคลังซึ่งได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคท้าย อันเป็นกฎหมายพิเศษ เพราะกฎหมายพิเศษย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป กระทรวงการคลังจึงมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ราชพัสดุรายพิพาทได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1149/2511)สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ผู้ใดจะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลรวมพิจารณา โดยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ดูแลที่ราชพัสดุเลขทะเบียน 9803 เนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งซื้อจากเอกชนเพื่อใช้สร้างสถานที่ราชการอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยทั้งสองได้เอาส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ เลขทะเบียน 9803 และ 9800 ไปขอออกโฉนดโดยไม่มีอำนาจ เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกโฉนดให้เลขที่ 614 และ 579 ขอให้เพิกถอนโฉนด และขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยขอออกโฉนดโดยสุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ 614 ให้นางสุพรจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน และรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย และให้เพิกถอนโฉนดที่ 579 เฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ราชพัสดุตามแผนที่พิพาทจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกข้อนอกจากเรื่องมอบอำนาจ ซึ่งโจทก์มิได้มอบอำนาจเกี่ยวกับที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ 9800 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ 9800 และที่ให้เพิกถอนโฉนด กับให้นางสุพรจำเลยพร้อมด้วยบริวารออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปนั้น ให้บังคับเฉพาะส่วนที่จำเลยรุกล้ำที่ราชพัสดุแปลงเลขที่ 9803 ตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทจำเลยทั้งสองฎีกาข้อที่จำเลยฎีกาว่ากระทรวงการคลังโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องเพราะขัดต่อพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2506 มาตรา 9 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมพ.ศ. 2506 มาตรา 9 บัญญัติว่า "กระทรวงการคลังมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากรหรือกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน นอกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ฯลฯ" ตามมาตรานี้จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่ที่บัญญัติต่อไปเป็นข้อยกเว้นว่า "นอกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" นั้นจะหมายถึงสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใด เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินมีหลายชนิด และบัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่า รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน และยกตัวอย่างไว้ 3 อนุมาตราด้วยกันหากพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมฯ มาตรา 9 ยกเว้นมิให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกชนิดแล้ว สมมุติว่ามีผู้มาบุกรุกที่ดินที่ตั้งกระทรวงการคลังซึ่งเป็นสำนักราชการบ้านเมือง ตามอนุมาตรา 9 ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพื่อใช้ประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ กระทรวงการคลังมิฟ้องผู้บุกรุกนั้นมิได้หรือ ดังนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมายที่พิพาทเป็นที่ดินซึ่งรัฐบาลซื้อมาเพื่อสร้างสถานที่ราชการและได้มีพระบรมราชโองการให้ขึ้นทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังแต่ครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ดังที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า"ที่หลวงหวงห้าม" ปรากฏตามหนังสือกระทรวงการคลังยืนยันไปยังคณะกรรมการจังหวัดชุมพร พร้อมกับคัดสำเนาทะเบียนส่งไปด้วย สำหรับที่พิพาทได้หมายเหตุในทะเบียนในครั้งนั้นไว้ในช่องใช้ราชการหรือจัดให้เช่าทำประโยชน์อย่างไรว่า "ให้เช่าปลูกโรงชั่วคราว" และได้ความว่าที่ดินราชพัสดุแปลงเลขที่ 9800 ซึ่งอยู่ติดต่อด้านเหนือที่พิพาท ต่อมาได้ใช้ปลูกสร้างเป็นที่ทำการแขวงการทางอยู่จนปัจจุบันนี้ กรมธนารักษ์ในกระทรวงการคลังซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในที่พิพาทและที่ราชพัสดุทั่วราชอาณาจักรได้มอบให้สรรพากรจังหวัดดูแลที่พิพาท ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเมื่อยังไม่ได้ใช้ปลูกสร้างสถานที่ราชการก็เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซึ่งไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้ และประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติรับรองที่ดินของทบวงการเมืองไว้ อาทิมาตรา 22(2) และ 36(1)แต่โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการให้กระทรวงการคลังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุที่พิพาท และขึ้นทะเบียนไว้แล้วก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พระบรมราชโองการในสมัยนั้นย่อมถือเป็นกฎหมาย ให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ราชพัสดุ อธิบดีกรมที่ดินจึงไม่มีอำนาจเกี่ยวกับที่ราชพัสดุเช่นที่พิพาทนี้ และเมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคท้าย ที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจที่จะจัดขึ้นทะเบียนเป็นของทบวงการเมืองได้ใช้บังคับนั้น กระทรวงการคลังก็คงใช้อำนาจครอบครองที่ราชพัสดุอยู่เช่นเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงประการใด ดังนั้นย่อมถือได้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้ที่พิพาทขึ้นทะเบียนเป็นของกระทรวงการคลังแล้วโดยอนุโลม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเป็นกฎหมายทั่วไป ที่กำหนดอำนาจและหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของกระทรวงและทบวงการเมืองต่าง ๆ ย่อมไม่ลบล้างอำนาจของกระทรวงการคลังซึ่งได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคท้ายอันเป็นกฎหมายพิเศษเพราะกฎหมายพิเศษย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป กระทรวงการคลังจึงมีอำนาจฟ้องหรือมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฟ้องคดีนี้ได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1159/2511ข้อที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าไม่เคลือบคลุมข้อที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306ฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งรัฐบาลซื้อจากเอกชนเพื่อไว้ใช้สร้างสถานที่ราชการ เดิมอยู่ในความดูแลของแผนกมหาดไทย ต่อมาได้โอนมาเป็นของกระทรวงการคลังโดยพระบรมราชโองการ และได้ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุไว้ จำเลยเอาที่พิพาทไปขอออกโฉนดโดยไม่ชอบพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิริยะ เกิดศิริ · ไฉน บุญยก · สุธี โรจนธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้