คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลรวมพิจารณาสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ และค้างชำระค่าเช่า 73,390 บาท แล้วตกลงแปลงหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสำเนาท้ายฟ้อง โดยจำเลยสัญญาจะชำระหนี้ใน 10 วัน จำเลยผิดนัดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญากู้จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาทจำเลยขายฝากโจทก์ไว้ และทำสัญญาเช่า จำเลยชำระค่าเช่าทั้งหมดแล้วไม่เคยแปลงหนี้ ถ้าลายเซ็นในสัญญากู้เป็นของจำเลยก็เป็นเรื่องการเช่าใหม่สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ได้ขายฝากที่ดินและห้องแถวไว้กับจำเลยเป็นเงิน 73,000 บาท ผ่อนชำระค่าไถ่ถอนแล้ว 35,000 บาท เหลือเงินต้องชำระอีก 38,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่
ขอให้บังคับจำเลยรับไถ่การขายฝากจำเลยให้การว่า ไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ จำเลยพร้อมจะรับไถ่ในจำนวนตามที่ขายฝากเพื่อสะดวก ศาลชั้นต้นเรียกนางพูนว่าโจทก์ นางสง่าว่าจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องสำนวนแรก ให้โจทก์รับไถ่ถอนการขายฝากจากจำเลยในจำนวน 48,000 บาทโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2502 จำเลยทำนิติกรรมขายฝากที่ดินและห้องแถวไว้กับโจทก์ โดยจดทะเบียนแล้วจำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินและห้องแถวนั้นจากโจทก์ จำเลยได้ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ได้กู้เงินตามเอกสาร จ.3 และจ.5 จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าและไม่ต้องรับผิดตามเอกสารกู้เงินจำเลยได้ชำระเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากให้โจทก์แล้ว 35,000 บาทจึงมีสิทธิไถ่ที่ดินและห้องแถวคืนได้ในจำนวนเงิน 48,000 บาท ที่ยังไม่ชำระข้อที่โจทก์ฎีกาว่า
จำเลยมิได้ปิดอากรแสตมป์ในวันที่ออกใบรับเงินจึงต้องห้ามตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร มิให้รับฟังเป็นหลักฐาน และจำเลยต้องนำเอกสารส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกชำระเงินค่าอากรและเงินเพิ่มค่าอากรตามประมวลรัษฎากรเสียก่อนศาลพิพากษาศาลจึงจะรับฟังเอกสารนั้นได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตราสารรายพิพาทได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบกำหนดตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรและได้ขีดฆ่าแล้ว จึงใช้ตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ใบรับเงินตามเอกสาร ล.1 ถึง ล.9 โจทก์ไม่ได้ลงชื่อรับรอง การชำระหนี้ต้องทำแก่ตัวเจ้าหนี้ ในเรื่องกู้เงิน การนำสืบถึงการใช้เงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อผู้ให้กู้คือโจทก์มาแสดง จำเลยไม่มีหนังสือมอบอำนาจแสดงว่าโจทก์แต่งตั้งนางศิริวรรณ นายวิรัตน์ นางจำเรียง เป็นตัวแทนมาแสดงนั้นศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ไม่รู้หนังสือจึงเชิดบุคคลทั้งสามซึ่งเป็นบุตรเป็นตัวแทนโจทก์เพื่อติดต่อทางเอกสารกับจำเลยตลอดมา จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ตามเอกสาร
ล.1 ถึง ล.9 โจทก์ให้บุตรทั้งสามทำใบรับเงินดังกล่าวให้จำเลย เมื่อโจทก์เชิดบุตรออกแสดงเป็นตัวแทนของตนโจทก์ย่อมต้องรับผิดต่อจำเลยผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยจึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งเป็นตัวแทนมาแสดงข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การนำสืบถึงการชำระหนี้ในเรื่องกู้เงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องการใช้เงินตามสัญญากู้เงินแต่เป็นเรื่องการใช้เงินตามสัญญาขายฝาก บทกฎหมายที่โจทก์อ้าง นำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้พิพากษายืน