คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวบุญทิวาผู้เสียหายซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยกับพวกได้ผลัดกันกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง และจำเลยกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวต่อหน้าธารกำนัล ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276, 83จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก, 83 ให้จำคุกจำเลย 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายก็ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย
สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยมีว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์นั้นครบองค์ประกอบความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสองส่วนที่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันและผลัดกันกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่คนละครั้ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองบัญญัติสำหรับการกระทำที่เป็นความผิดส่วนนี้ว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง..." จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบความผิดในมาตรา 276วรรคสอง ส่วนนี้จะต้องมีการร่วมกันกระทำผิดประการหนึ่ง และการกระทำที่ร่วมกันนั้นเข้าลักษณะอันเป็นการโทรมหญิงอีกประการหนึ่งคำฟ้องของโจทก์บรรยายมาให้เห็นเฉพาะส่วนที่ได้มีการร่วมกันกระทำผิดอย่างไรเท่านั้นไม่มีข้อบรรยายที่เป็นการยืนยันให้เห็นเป็นการชัดแจ้งถึงองค์ประกอบในส่วนที่สอง คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงไม่อาจจะถือได้ว่าเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดโดยครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
กำหนดไว้จึงไม่เป็นคำฟ้องที่จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคสอง ได้ เพียงข้อความที่ว่าผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามที่โจทก์บรรยายมานั้น มิใช่ข้อที่จะแสดงให้เห็นเป็นการแน่ชัดได้ว่ามีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตามที่กฎหมายบัญญัติพิพากษายืน