Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ระหว่างพิจารณา จำเลยและโจทก์ร่วมแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีตกลงกันได้ โดยจำเลยจะชำระเงินตามเช็คพิพาท โดยชำระงวดแรกจำนวน 100,000 บาท งวดต่อไปทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป โดยชำระไม่ต่ำกว่างวดละ 50,000 บาท และต้องชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันชำระงวดแรก โดยจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามรายงานกระบวนพิจารณาเป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยยอมรับผิดตามฟ้อง และคดีไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป แต่จำเลยและโจทก์ร่วมตกลงให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยมีเวลาหาเงินมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม โดยจำเลยยังคงรับผิดในหนี้ตามเช็คทุกฉบับ รวมตลอดถึงโทษทางอาญาที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาในวันนัดที่เลื่อนไป จึงไม่มีการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลย ไม่มีการผ่อนผันลดจำนวนหนี้ลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมูลหนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมไม่ยอมรับเช็คธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) ที่จำเลยนำมามอบให้ และขอให้จำเลยผ่อนชำระหนี้งวดละไม่น้อยกว่า 150,000 บาท จำเลยยืนยันจะชำระหนี้ตามที่แถลงไว้ โจทก์ร่วมขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา จำเลยถอนคำให้การรับสารภาพพร้อมกับให้การปฏิเสธขอสู้คดีต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานของทั้งสองฝ่ายจนจบสิ้นกระแสความ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่าไม่ประสงค์ให้รายงานกระบวนพิจารณามีผลผูกพันให้โจทก์ร่วมและจำเลยต้องปฏิบัติตามโดยฝ่ายใดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นไม่ได้ รายงานกระบวนพิจารณาจึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท เค. เอ็ม. พลาส แพค จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และ ๙๑ ให้เรียงกระทงลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๕,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๓ เดือน รวม ๘ กระทง เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๔ เดือน ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดเกี่ยวกับเช็คฉบับลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำนวนเงิน ๗๓,๙๑๔.๒๕ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๒ เดือน รวม ๘ กระทง เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑ รวม ๘๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ รวม ๑๖ เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็ค เอกสารหมาย จ. ๓ จ. ๖ จ. ๙ จ. ๑๕ จ. ๑๙ จ. ๒๒ จ. ๒๙ และ จ. ๓๓ รวม ๘ ฉบับ ชำระหนี้ค่าสินค้าพลาสติกพีวีซี ที่ซื้อจากโจทก์ร่วม เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ร่วมนำเช็ค ๘ ฉบับ เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองและโจทก์ร่วม (ขณะนั้นยังมิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์) แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงินตามเช็ค จำนวน ๑,๖๗๔,๐๒๔ บาท โดยชำระงวดแรกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๙ งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๐ ของเดือนถัดไป โดยชำระไม่ต่ำกว่างวดละ ๕๐,๐๐๐ บาท และต้องชำระหนี้ทั้งหมดภายใน ๑ ปี ๖ เดือน

นับแต่วันชำระงวดแรก วันดังกล่าวจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิพากษาคดีไปก่อนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ แล้ววินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้วข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยทั้งสองยอมรับผิดตามฟ้อง และคดีไม่จำต้องสืบพยานอีกต่อไป ซึ่งศาลชั้นต้นอาจพิพากษาคดีให้เสร็จสิ้นไปในวันนั้นเสียได้ แต่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลว่า จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดแก่โจทก์ร่วมเป็นงวด งวดละเดือน ซึ่งโจทก์ร่วมยอมรับเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงร่วมแถลงขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาด้วย เช่นนี้ กรณีเป็นการตกลงให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสองมีเวลาหาเงินมาผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม โดยจำเลยทั้งสองยังคงรับผิดในหนี้ตามเช็คทุกฉบับ

รวมตลอดถึงโทษทางอาญาที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาในวันนัดที่เลื่อนไป จึงไม่มีการตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสอง ไม่มีการผ่อนผันลดจำนวนหนี้ลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมูลหนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมไม่ยอมรับเช็คธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) ที่จำเลยทั้งสองนำมามอบให้ และขอให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้งวดละไม่น้อยกว่า ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองยืนยันจะชำระหนี้ตามที่แถลงไว้ โจทก์ร่วมขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้งสองถอนคำให้การรับสารภาพพร้อมกับให้การปฏิเสธขอสู้คดีต่อไป ดังที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๙ ซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานของทั้งสองฝ่ายจนจบสิ้นกระแสความ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่าไม่ประสงค์ให้รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ มีผลผูกพันให้โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามโดยฝ่ายใดจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นไม่ได้

รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะโกงโจทก์ร่วม กรณีมีเหตุที่จะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ ๒

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๒ เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล · ระพิณ บุญสิทธิ์ · วิชัย วิสิทธวงศ์
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ - นายพลภักดี สิริทิพากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้