Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา 318 วรรคสามอันเป็นบทหนัก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงกำหนดโทษไม่ได้ เพียงแต่ปรับบทลงโทษและระบุวรรคให้ถูกต้อง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แม้ศาลล่างทั้งสองจะมิได้กำหนดโทษในความผิดตามมาตรา 310 วรรคแรกไว้ แต่ความผิดฐานนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ศาลจะกำหนดโทษเกิน 3 ปี ย่อมไม่ได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในความผิดข้อหานี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 310, 318, 83, 86, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 3, 9 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายโสเวช ถาวร ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 310, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 3, 9 วางโทษฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารอันเป็นบทหนัก จำคุก 8 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 นั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา 318 วรรคสามอันเป็นบทหนัก

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงกำหนดโทษไม่ได้เพียงแต่ปรับบทลงโทษและระบุวรรคให้ถูกต้อง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย แม้ศาลล่างทั้งสองจะมิได้กำหนดโทษในความผิดตามมาตรา 310 วรรคแรกไว้ แต่ความผิดฐานนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน3 ปี ศาลจะกำหนดโทษเกิน 3 ปี ย่อมไม่ได้ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในความผิดข้อหานี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อหาพรากผู้เยาว์ไปเพื่ออนาจารและข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้นพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2529 เวลา 20 นาฬิกานายสุรินทร์ บุรีรักษ์ ได้ชวนจำเลยที่ 1 กับพวก 3 คน ดื่มสุราและกินอาหารที่ร้านอาหาร "ลมอิสาน" ของโจทก์ร่วมที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จนถึงเวลา 23 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 1 กับพวกได้บังคับพาผู้เสียหายซึ่งเป็นน้องสาวคนละบิดาของโจทก์ร่วมซึ่งช่วยทำงานด้วยขึ้นรถยนต์ไปจากร้านและไปค้างที่บ้านจำเลยที่ 2 หมู่ที่ 2 ตำบลรัตภูมิ กิ่งอำเภอควนเนียงจังหวัดสงขลา 1 คืน รุ่งเช้าจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปงานบวชนายวิชัย แล้วผู้เสียหายได้หลบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนเนียง ส่วนโจทก์ร่วมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์เช่นกันว่าผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 ฉุดพาตัวไปเพื่อการอนาจาร ในเดือนกรกฎาคม 2529 จำเลยที่ 1 มอบตัวสู้คดีและตำรวจจับกุมตัวจำเลยที่ 2 ได้

คดีมีปัญหาว่าจำเลยที่ 1กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากผู้เสียหาย นางสาวละอองสิงห์แก้ว โจทก์ร่วมและนางประไพ ถาวร ว่า ระหว่างที่นายสุรินทร์กับจำเลยที่ 1 และพวกนั่งดื่มสุราและกินอาหารในร้านอยู่นั้น นายสุรินทร์ได้พูดขอน้องสาวจากโจทก์ร่วมและพูดจาเกี้ยวพาราสีนางสาวละอองตลอดเวลา ทั้งจำเลยที่ 1ได้ไปยืนคุยกับนายสุรินทร์นอกร้านและหน้าห้องน้ำในร้านอย่างมีพิรุธ จนเวลา 24 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมออกไปนั่งดื่มสุรากับพวกที่โรงแรมวิลล่าซึ่งอยู่ห่างประมาณ 30 เมตร ครั้นผู้เสียหายเดินไปตามโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กับพวกก็ขับรถยนต์ติดตามทั้งขาไปและขากลับ ได้ความจากผู้เสียหายนางสาวละออง นางประไพต่อไปว่าจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ยอมจ่ายค่าอาหาร

ทั้งจำเลยที่ 1ทำทีเป็นขอเข้าห้องน้ำเมื่อออกมาก็ตรงเข้ารวบมือผู้เสียหายทั้งสองข้างพร้อมกับฉุดลากดึงไปที่รถยนต์กระบะซึ่งพวกจำเลยที่ 1จอดรออยู่ที่หน้าร้าน ผู้เสียหายขัดขืนและร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ด้วยอาวุธปืนและผลักเข้าไปนั่งในรถยนต์ซึ่งพวกของจำเลยที่ 1 ขับ และจำเลยที่ 1 นั่งกั้นทางลงตรงประตูด้านซ้าย นางประไพมองเห็นรีบวิ่งไปบอกโจทก์ร่วมและพากันไปแจ้งเหตุต่อร้อยตำรวจโทศุภวัฒน์ ทับเคลียว พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์ เห็นว่า คำพยานโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องกันในสาระสำคัญ แม้จะมีข้อแตกต่างกันบ้างกล่าวคือ ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยที่ 1 จับแขนโดยรวบมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายฉุดจากหน้าห้องน้ำภายในร้านไปที่รถยนต์แต่นางสาวละอองเบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 1 ฉุดผู้เสียหายที่ถนนหน้าร้านก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะขณะเกิดเหตุนางสาวละอองอยู่ชั้นบนของร้าน

ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายถูกฉุดในร้านนอกจากนั้นร้อยตำรวจโทศุภวัฒน์ก็เบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้แจ้งความระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่าเป็นคนร้ายฉุดพาตัวผู้เสียหายไปจริง คำพยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มีปัญหาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ได้ความจากผู้เสียหายว่าระหว่างที่ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1นำตัวไปในรถและเดินทางอยู่นั้น จำเลยที่ 1 ได้ใช้ผ้าอุดปากและชกท้องผู้เสียหายจนสลบ จนถึงบ้านจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายก็ถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนขู่บังคับและฉุดให้ลงไปพักที่บ้านจำเลยที่ 2กับบ้านตรงข้ามตามลำดับ ในคืนนั้นจำเลยที่ 1 ได้ใช้กำลังกายปลุกปล้ำผู้เสียหาย ครั้นผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือก็ถูกจำเลยที่ 1 ใช้ผ้าปิดปากและใช้มือชกต่อยหน้าท้องจนผู้เสียหายล้มลงแล้วใช้กำลังกายถอดเสื้อผ้าทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้รุ่งเช้าจำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายไปงานบวชของนายวิชัยผู้เสียหายจึงขอให้หญิงคนหนึ่งช่วยพาหลบหนี แล้วผู้เสียหายไปแจ้งความต่อตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนเนียงแม้โจทก์จะไม่ได้นำหญิงดังกล่าวมาเบิกความ แต่โจทก์มีแพทย์หญิงปราณี

กีรติชีวนันท์ เบิกความว่า ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2529 ตามที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์ส่งมา ได้ตรวจพบร่องรอยเขียวช้ำที่ต้นแขนซ้ายขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร ที่หน้าท้องเมื่อกดจะเจ็บเล็กน้อยแสดงถึงการถูกทำร้าย และที่อวัยวะเพศพบร่องรอยช้ำแดงที่แคมเล็กทั้งตรวจพบตัวอสุจิภายในช่องคลอดตามบันทึกผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย ป.จ.1 เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายหลบหนีจากจำเลยที่ 1 แล้วรีบแจ้งเหตุต่อตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนเนียงและภายหลังแจ้งความต่อตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรตำบลปาดังเบซาร์ตามที่โจทก์ร่วมพาไปว่าถูกจำเลยที่ 1 บังคับพาตัวไปข่มขืนกระทำชำเรา

ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมกับนางประไพและนางสาวละอองว่า ขณะที่ไปรับตัวผู้เสียหายที่สถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอควนเนียงนั้น ผู้เสียหายนั่งร้องไห้ไม่หยุด บอกว่าถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเรา บ่นปวดท้องและอยากตายแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายเป็นหญิง ย่อมได้รับความอับอายและเสียหายถ้าเรื่องราวที่แจ้งต่อตำรวจและพยานโจทก์ไม่เป็นความจริงจึงเชื่อได้เป็นมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกพาผู้เสียหายซึ่งอายุไม่เกิน 18 ปี ไปจากความปกครองของโจทก์ร่วมแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ผู้เสียหายมีพฤติการณ์เป็นหญิงบริการ โดยโจทก์ร่วมเป็นนายหน้านั้นได้ความจากร้อยตำรวจโทศุภวัฒน์พนักงานสอบสวนว่าร้านอาหารโจทก์ร่วมมีแต่ผู้หญิงบริการด้านอาหาร ไม่ได้บริการด้านอื่นแต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ไม่น่ารับฟัง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อากาศ บำรุงชีพ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้