Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา และจำเลยที่ 1แถลงในคดีอาญาว่าตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 80,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันแถลงจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จฯโดยโจทก์ยอมถอนคำร้องทุกข์เป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในคดีอาญาให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และการที่จำเลยที่ 1 กระทำข้อตกลงกับโจทก์ดังกล่าวข้างต้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอิสระเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาล ซึ่งจำเลยที่ 1มีอิสระที่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ได้ หามีใครบังคับไม่จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามนั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2527จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้จำนวน 80,000 บาทให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำยอมไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระ 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวภายในเดือนมีนาคม 2528 งวดที่ 2 ในจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับงวดแรกภายในเดือนมีนาคม 2529 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจำเลยที่ 2 จะชำระแทน แล้วโจทก์ได้ถอนคำร้องทุกข์คดีดังกล่าวหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินงวดแรกจำนวน 40,000 บาท

ส่วนดอกเบี้ยในต้นเงินงวดแรกและต้นเงินดอกเบี้ยงวดที่ 2 ไม่ยอมชำระถึงวันฟ้องเป็นหนี้ดอกเบี้ยโจทก์อยู่ 15,483 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง55,483 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์80,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่4 ธันวาคม 2527 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อไว้เพื่อให้โจทก์ถอนฟ้องคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ใช่เป็นการยอมรับสภาพหนี้โจทก์จะอ้างมาฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้เพราะไม่มีหนี้สินกันจริง

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ในต้นเงิน 80,000 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2527เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528 จำนวนหนึ่งและให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อีกจำนวนหนึ่ง ดอกเบี้ยทั้งสองจำนวนไม่เกิน 15,483 (ที่ถูกเป็นดอกเบี้ยจำนวนแรกกับดอกเบี้ยจำนวนหลังคิดถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15,483 บาท ตามที่โจทก์ขอมา) หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที 1เป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค และโจทก์คดีนี้ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาด้วยต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2527 ทนายโจทก์คดีนี้และจำเลยที่ 1ได้แถลงในคดีอาญาว่า ตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระเงินให้โจทก์ 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันแถลงจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ โดยจำเลยที่ 1ขอแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระให้โจทก์ภายในเดือนมีนาคม 2528จำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย งวดที่ 2 ชำระภายในเดือนมีนาคม 2529 จำนวนเงิน 40,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้วทนายโจทก์กับจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ารายงานกระบวนพิจารณาของศาลในคดีอาญาดังกล่าวจะถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้นั้นยังไม่ได้เพราะไม่ใช่การกระทำที่มีอิสระของคู่ความนั้น เห็นว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว และจำเลยที่ 1ตกลงระงับข้อพิพาทในคดีอาญานั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ยอมถอนคำร้องทุกข์และจำเลยที่ 1 ยอมใช้หนี้ให้โจทก์ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และการที่จำเลยที่ 1กระทำข้อตกลงกับโจทก์ข้างต้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอิสระเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อหน้าศาล ซึ่งจำเลยที่ 1มีอิสระที่จะตกลงด้วยหรือไม่ก็ได้ หามีใครบังคับไม่เมื่อจำเลยที่ 1 สมัครใจตกลงเช่นนี้ จึงต้องผูกพันตามนั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1280/2568

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นนอกศาล ไม่อาจยกเลิกเพิกถอนหรือลบล้างผลของคำพิพากษาในคดีเดิม รวมทั้งไม่กระทบถึงสิทธิในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีเดิม แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่าในร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568

ป.พ.พ. มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ดังนั้น ลักษ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2567

ตามรายงานการประชุมการไกล่เกลี่ยครั้งที่ 3 ปรากฏข้อความในช่องรายการอื่น ๆ ว่า โจทก์ตกลงถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองเสนอให้ขายที่ดินพิพาทในราคาไม่ต่ำกว่า 30,000,000 บาท ภายใน 1 ปี หากไม่มีผู้ซื้อ จำเลยที่ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส รวมทั้งอาคารพักพนักงานจำนวน 2 ชั้น ฯลฯ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 727/2567

ตามบันทึกตกลงไว้เป็นหลักฐานได้ความว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โจทก์และจำเลยกับพวกตกลงกันได้โดยโจทก์ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท ในวันดังกล่าว แล้วจำเลยกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้