Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้เห็นได้ยินหรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองก็ตาม แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น ดังนี้ แม้คำเบิกความของ ฉ.และว.เป็นพยานบอกเล่า และแม้ผู้บอกเล่ายังมีตัวอยู่และสามารถนำสืบมาได้ศาลก็ย่อมมีอำนาจรับฟังคำพยานโจทก์ทั้งสองปาก ซึ่งเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลด้วยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-8575 กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 และนายทวี กิจดำรงชัย เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ มีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 4 ในกิจการบรรทุกทราบ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2525 เวลาประมาณ 1.58 นาฬิกาเจ้าหน้าที่ปิดเปิดเครื่องกั้นถนนทางตัดผ่านระหว่างทางรถไฟกับถนนแจ้งวัฒนะได้ให้สัญญาณเตือนยวดยานในถนนแจ้งวัฒนะเพื่อปิดกั้นถนนจะให้ขบวนรถสินค้าที่ 635 ของโจทก์จากสถานีรถไฟบางเขนผ่านไปสถานีรถไฟดอนเมือง เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ปิดสวิตซ์บังคับคานลงปิดกั้นถนนเรียบร้อยทั้งสองด้าน

เจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงไปให้สัญญาณอนุญาตให้ขบวนรถสินค้าแล่นผ่านทางได้ ขบวนรถสินค้าดังกล่าวแล่นห่างถนนแจ้งวัฒนะประมาณ 10 เมตร ทันใดนั้นจำเลยที่ 1ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกทรายคันหมายเลขทะเบียน82-8575 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าจะตัดข้ามทางรถไฟไปทางด้านทิศตะวันออก จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ใกล้ถึงบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่หยุดรถตามสัญญาณเครื่องกั้นถนนเหมือนยวดยานอื่น แต่ขับแซงรถคันอื่นที่จอดรออยู่แล้วพุ่งเข้าชนเครื่องกั้นถนนอย่างแรง คานเครื่องกั้นถนนหักกระเด็น รถยนต์บรรทุกพุ่งเข้าไปในทางรถไฟ ขณะนั้นขบวนรถสินค้าดังกล่าวแล่นถึงทางตัดผ่านพอดีหน้ารถจักรดีเซลเลขที่ 4008 ด้านซ้ายปะทะกับหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับอย่างแรง

ทำให้รถจักรดีเซลของโจทก์ตกรางและดันรถยนต์ดังกล่าวครูดไปปะทะแผงกั้นถนนชนิดเข็นและตู้สัญญาณเครื่องกั้นถนนของโจทก์เสียหายด้วย นอกจากนี้ทางรถไฟ รถจักรดีเซล รถบรรทุกน้ำมันคัน (บทค.) เลขที่ 430052 ซึ่งพ่วงติดกับรถจักรดีเซลตกราง2 เพลา 4 ล้อชำรุดเสียหาย นายมงคล พวงสงคราม พนักงานรถจักรของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 1 ได้กระโดดหนีไปก่อนรถยนต์จะชนเครื่องกั้นถนน ขบวนรถไฟของโจทก์ไม่สามารถผ่านที่เกิดเหตุ โจทก์ต้องประกาศปิดทางระหว่างสถานรถไฟหลักสี่ - ดอนเมือง ตั้งแต่เวลาประมาณ 2.10 นาฬิกา แล้วทำการยกรถตกราง ซ่อมทางเปิดให้ขบวนรถเดินร่วมกันในทางขึ้นได้ชั่วคราวเมื่อเวลาประมาณ 9 นาฬิกา และซ่อมทางให้ขบวนรถผ่านได้ตามปกติเมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และระหว่างปิดทางโจทก์ต้องให้ขบวนรถจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีรถไฟดอนเมือง และจัดรถโดยสารบรรทุกขนถ่ายผู้โดยสารและสิ่งของจากสถานีรถไฟดอนเมืองถึงกรุงเทพมหานคร

โจทก์ต้องงดเดินขบวนรถสินค้าและรถโดยสารหลายขบวนโจทก์ได้รับความเสียหายคือ ค่าซ่อมแซมทางเป็นเงิน253,433.86 บาท ค่าซ่อมแซมเครื่องกั้นถนน อุปกรณ์การสื่อสารและซุ้มเครื่องกั้นเป็นเงิน 103,417.50 บาท ค่าจ้างคนเข็นแผงกั้นถนน3 คน ระหว่างทำการซ่อมเครื่องกั้นเป็นเวลา 11 วันครึ่ง เป็นเงิน2,074 บาท ค่าซ่อมรถจักรดีเซล เลขที่ 4008 เป็นเงิน 83,709.80บาท ค่าซ่อมรถบรรทุกน้ำมันคัน (บทค.) 433052 เป็นเงิน656.56 บาท ค่าใช้จ่ายในการยกรถตกราง เป็นเงิน26,926.22 บาท ค่าจัดรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารจากสถานีรถไฟดอนเมือง-กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 เที่ยว เป็นเงิน 20,000 บาทค่าจัดรถจักรดีเซลเลขที่ 4119 ไปลากจูงรถพ่วงขบวนที่ 635 จากสถานีรถไฟบางเขน-บางซื่อ เป็นเงิน 2,000 บาทค่าจัดเดินรถพิเศษช่วยอันตรายจากสถานีรถไฟบางซื่อ-หลักสี่เป็นเงิน 10,000 บาท

ค่าเสียหายจากการงดเดินขบวนรถสินค้าที่ 643, 579, 578, 565 รวมเป็นเงิน 40,000 บาทค่าเสียหายที่ต้องเดินขบวนรถต่าง ๆ และเสียเวลานาน รวม 13 รายการเป็นเงิน 114,216.50 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น656,434.44 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 4 มีผลประโยชน์ร่วมกันในการบรรทุกขนทราบ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล โดยใช้รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-8575 เป็นรถบรรทุกขนส่งและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ดังกล่าวขณะเกิดเหตุซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำการไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2และจำเลยที่ 2 มีส่วนได้เสียกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4จึงเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสี่จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 656,434.44 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างและขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 82-5875 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ประกอบกิจการค้าข้าวไม่ได้ประกอบกิจการในการขนทราบ รถยนต์ดังกล่าวเดิมเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 4 เช่าซื้อไปก่อนวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่มีส่วนได้เสียในกิจการขนทราบกับจำเลยที่ 1 ทั้งเหตุที่เกิดขึ้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อ จำเลยที่ 2ที่ 3 ไม่ต้องรับผิดและค่าเสียหายตามฟ้องสูงกว่าความเป็นจริงจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน656,434.44 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4โจทก์ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 562,982.47 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน82-8575 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อชนเครื่องกั้นถนนแล้วชนกับขบวนรถสินค้าที่ 635 ของโจทก์ เป็นเหตุให้เครื่องกั้นตู้สัญญาณเครื่องกั้นถนน แผงกั้นถนนชนิดเข็นเสียหายรถจักรดีเซลรถบรรทุกน้ำมันคัน (บทค.) ตกราง และทางรถไฟได้รับความเสียหายโจทก์ต้องปิดกั้นทางรถไฟระหว่างสถานีรถไฟหลักสี่ถึงสถานีรถไฟดอนเมืองเป็นเวลา 21 ชั่วโมง 20 นาที ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อน ซึ่งมีปัญหาประการแรกว่า จำเลยที่ 4เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 3 หรือไม่ และจำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2525 ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ล.2 และจำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 8,000 บาท รวม 7 เดือนให้จำเลยที่ 3 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 ปัญหาข้อนี้ได้ความว่าจำเลยที่ 4 เคยเป็นพนักงานขับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 มาก่อน ขณะที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าจำเลยที่ 4ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ล.2 กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4มีฐานะไม่ดีและไม่มีทรัพย์สินใดอันพึงเป็นหลักประกันหรือให้ความมั่นใจแก่จำเลยที่ 3 ได้เลยว่า หากจำเลยที่ 4 ผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายกันได้เพียงใดหรือไม่และไม่สนใจที่จะให้มีผู้ค้ำประกันความเสียหายที่จะพึงมีขึ้น

เมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้มาให้การต่อร้อยตำรวจโทรักษ์ แพเสือ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองเองโดยร้อยตำรวจโทรักษ์ ไม่ได้ออกหมายเรียกซึ่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ยังทราบว่าจำเลยที่ 4 อยู่ที่ใด แต่จำเลยที่ 3 ก็หาได้นำจำเลยที่ 4 มาเบิกความไม่ การทำสัญญาเช่าซื้อรายนี้จำเลยที่ 3 เบิกความว่าได้ทำไว้ 2 ฉบับ โดยมอบให้จำเลยที่ 4เก็บไว้ 1 ฉบับ และจำเลยที่ 3 เก็บไว้ 1 ฉบับ เมื่อนายวิพัฒน์กระจ่างพจน์ อาณาบาลผู้ช่วยเขต 1 ของโจทก์ได้สอบถามนายสำเนียง เอนก พ่อตาของจำเลยที่ 4 ตามบันทึกในแบบคำให้การของการรถไฟแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.9 นายสำเนียงให้การว่า จำเลยที่ 4 เคยเล่าให้นายสำเนียงฟังว่า

จำเลยที่ 4มีหน้าที่ขับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ส่วนคันที่ชนกับรถไฟจำเลยที่ 1เป็นคนขับและทางจำเลยที่ 2 ก็ขอร้องให้จำเลยที่ 4 รับว่าซื้อรถยนต์คันที่ชนกับรถไฟไป แต่ความจริงจำเลยที่ 4 ไม่ได้ซื้อแต่อย่างใด และจนบัดนี้จำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้ขับรถให้จำเลยที่ 2แล้ว ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 3 ตามที่จำเลยที่ 3 ต่อสู้ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันที่เกิดเหตุนี้จากจำเลยที่ 3 สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ปรากฏว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไป ในรถยนต์บรรทุกคงมีนายแขม

โปร่งจิตร คนประจำรถยนต์บรรทุกได้รับบาดเจ็บอยู่ผู้เดียว และต่อมาได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชตามภาพถ่ายรายงานตรวจโรคของโรงพยาบาลดังกล่าวเอกสารหมาย จ.26 เดิมร้อยตำรวจตรีวีรเดชแสงสว่าง รองสารวัตรสืบสวนสอบสวนแผนก 1 กองกำกับการ 1กองบังคับการตำรวจรถไฟ (ยศและตำแหน่งในขณะเกิดเหตุ)ได้มาตรวจที่เกิดเหตุและสอบสวนนายแขมไว้ แต่เนื่องจากไม่อยู่ในเขตสอบสวนร้อยตำรวจตรีวีรเดชจึงไม่ได้ทำบันทึก แต่นายเฉลิม สุคนธพล อาณาบาลเขต 1 ได้บันทึกถ้อยคำของร้อยตำรวจตรีวีรเดชไว้ตามแบบคำให้การของการรถไฟแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.19 ว่า ร้อยตำรวจตรีวีรเดชได้พบกับนายแขมและนายแขม บอกว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2และในวันเกิดเหตุได้บรรทุกทรายมาจากอำเภอกำแพงแสนจะไปที่ห้างจำเลยที่ 2 ถ้อยคำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ร้อยตำรวจตรีวีรเดชได้สอบถามนายแขมในเวลากระชั้นชิดกับเวลาเกิดเหตุโดยไม่ปรากฏว่ามีการชักนำหรือเสี้ยมสอนจากบุคคลอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และกระทำการละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างจริง

ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ฎีกาว่า คำเลิกความของนายเฉลิมกับนายวิพัฒน์เป็นพยานบอกเล่าทั้ง ๆ ที่ผู้บอกเล่ายังมีตัวอยู่และสามารถนำมาสืบได้จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นเห็นว่าแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 ได้บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลใด เว้นแต่บุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองก็ตาม แต่ก็มีข้อยกเว้นต่อไปว่า ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นศาลย่อมมีอำนาจรับฟังคำพยานโจทก์ทั้งสองปากซึ่งเบิกความประกอบพยานเอกสารดังกล่าวได้เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำละเมิดต่อโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสียง ตรีวิมล · ประชา บุญวนิช · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้