Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3815/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ก่อสร้างบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศมีประชาชนอยู่หนาแน่น มีอาคารบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปลูกอยู่อย่างแออัดที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้กับถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กับบ้านโจทก์เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง และทัศนียภาพที่มองจากบ้านโจทก์ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยก่อสร้างอาคารเป็นผนังทึบไม่มีช่องระบายลมก็ตาม แต่กระแสลมและแสงสว่างยังคงพัดผ่านและส่องมายังบ้านโจทก์ได้พอสมควร ประกอบกับโจทก์ก็ตั้งใจจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านของโจทก์อยู่แล้ว เพราะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพมหานคร เพื่อความส

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ก่อสร้างบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศมีประชาชนอยู่หนาแน่น มีอาคารบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปลูกอยู่อย่างแออัดที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้กับถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กับบ้านโจทก์เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง และทัศนียภาพที่มองจากบ้านโจทก์ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จำเลยก่อสร้างอาคารเป็นผนังทึบไม่มีช่องระบายลมก็ตาม แต่กระแสลมและแสงสว่างยังคงพัดผ่านและส่องมายังบ้านโจทก์ได้พอสมควร

ประกอบกับโจทก์ก็ตั้งใจจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านของโจทก์อยู่แล้ว เพราะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกสบายของโจทก์เองหาใช่เพราะการก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้อากาศร้อนอบอ้าวไม่ ทั้งการที่จำเลยก่อสร้างอาคารสูงบังบ้านโจทก์ก็หาเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ไม่ เพราะกรณีตามมาตรา 421 จะต้องเป็นเรื่องของการแกล้งโดยผู้กระทำมุ่งต่อผลคือความเสียหายแก่ผู้อื่นถ่ายเดียว แต่ถ้าเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลอันเป็นธรรมดาของสิทธินั้น แม้ผู้กระทำจะเห็นว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายบ้างก็ไม่เป็นละเมิด เมื่อไม่ปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารนั้นจำเลยได้กระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยมุ่งต่อความเสียหายแก่โจทก์ถ่ายเดียว

การใช้สิทธิของจำเลยในการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 421 กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อถอนอาคารของจำเลยและกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารให้โจทก์ จำเลยร่วมที่ 1 ใช้เพียงเสาไม้ปักกั้นดินไว้ เมื่อมีฝนตกดินในบ้านโจทก์จึงเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างระหว่างเสาไม้ลงไปในหลุมที่จำเลยร่วมที่ 1 ขุดทำให้ดินในเขตบ้านโจทก์ทรุดเป็นเหตุให้รั้วบ้าน ผนังหินล้างและพื้นซีเมนต์รอบบ้านโจทก์แตกร้าว เมื่อปรากฏว่าอาคารของจำเลยและบ้านโจทก์ต่างก็ปลูกห่างจากแนวรั้วถึง 2 เมตร จำเลยร่วมที่ 1 ชอบที่จะสร้างเครื่องป้องกันคลุมอาคารของจำเลยด้านที่ใกล้กับบ้านโจทก์ เพื่อป้องกันมิให้วัสดุก่อสร้างหรือน้ำปูนซีเมนต์ตกหล่นมาถูกบ้านโจทก์เสียหาย โดยไม่ต้องทำล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ได้ แต่จำเลยร่วมที่ 1 ก็หาได้ทำไม่

จำเลยร่วมที่ 1 จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยว่า"ผู้รับประกันภัยจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยในความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือที่ดินหรืออาคารใดอันเกิดเนื่องจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหวหรือฐานรากที่อ่อนแอหรือความบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินใด ๆ อันเกิดจากความเสียหายเช่นว่านั้นใด ๆ" ก็ตาม แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยร่วมที่ 1 ที่ขุดหลุมโดยไม่มีมาตรการป้องกันการพังทลายของดินที่ดีพอเป็นเหตุให้ดินในเขตบ้านโจทก์ทรุดตัวลงไปในหลุมที่จำเลยร่วมที่ 1 ขุดทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย

เช่นนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุตามข้อยกเว้นความรับผิดดังกล่าวที่จำเลยร่วมที่ 2 จะอ้างเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจำเลยร่วมที่ 2 ตกลงรับประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกด้วย เป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887ดังนั้น เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมที่ 2 ผู้รับประกันภัยโดยตรง ส่วนการที่จำเลยร่วมที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยในข้อที่ไม่แจ้งเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2ทราบภายใน 14 วัน นับจากวันที่เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยร่วมทั้งสองที่จำเลยร่วมที่ 2 จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยร่วมที่ 1 ผู้เป็นคู่สัญญาประกันภัยด้วยกัน

จำเลยร่วมที่ 2 จะยกเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวหาได้ไม่โจทก์ฟ้องว่า ผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารของจำเลยขุดดินฐานรากเจาะเสาเข็มลงดินเริ่มการก่อสร้างทั้ง ๆ ที่จำเลยและผู้รับจ้างทราบดีว่าการกระทำดังกล่าวจะต้องเกิดแรงดันจนทำให้ดินเคลื่อนไปจากที่เดิม จำเลยและผู้รับจ้างในภาวะเช่นนั้นต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอเพื่อมิให้เกิดความเสียหาย แต่ก็มิได้ทำการอย่างใดเพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นเลย ทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหายในการก่อสร้างอาคาร 10 ชั้น จำเลยและผู้รับจ้างย่อมทราบดีว่า ต้องมีอุปกรณ์การก่อสร้างหรือเศษวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นลงมา จึงควรสร้างเครื่องป้องกันเอาไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่บ้านข้างเคียงแต่กลับละเลยเสียจนเป็นเหตุให้มีอุปกรณ์การก่อสร้างและเศษวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นถูกบ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย

ความสูงของตัวอาคารจำเลยยังได้บดบังแสงสว่างมิให้สาดลอดเข้ามาในบ้านโจทก์ ลมจากทิศเหนือตามปกติจะพัดผ่านเข้ามาในบ้านโจทก์ก็ถูกปิดกั้นไปสิ้นทำให้บ้านโจทก์มืดทึบ อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การที่จำเลยก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงมีแต่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่โจทก์เกินกว่าปกติและเหตุอันควรจนโจทก์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านโจทก์ได้อย่างปกติสุขเป็นการใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อความเสียหายแก่โจทก์ฝ่ายเดียว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 639,092.12 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์กู้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสะพานขาว จากต้นเงินในส่วนที่เหลืออีก 392,065.04 บาท ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี และเงินกู้ที่โจทก์กู้จากนางนันทนา

วีระผล จากเงินต้นจำนวน 1,600,000 บาท ในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์จะได้เข้าอยู่ในบ้าน ให้จำเลยรื้ออาคารในส่วนที่ติดกับรั้วบ้านโจทก์ออกทั้งหมด หากจำเลยไม่ยอมรื้อก็ให้โจทก์จ้างผู้อื่นเป็นผู้รื้อโดยจำเลยต้องจ่ายค่ารื้อถอนและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยบ้านโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารของจำเลยจำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของลูกจ้างของบริษัทอุดมโชควิศวกรรม จำกัดเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย อาคารของจำเลยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านโจทก์จึงไม่บดบังแสงสว่างที่จะส่องเข้าบ้านโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทอุดมโชควิศวกรรม จำกัดและบริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 รับจ้างก่อสร้างอาคารสูง 10 ชั้น ให้จำเลยและได้ประกันภัยตามข้อตกลงในสัญญาไว้กับจำเลยร่วมที่ 2 ในการทำงาน จำเลยร่วมที่ 1พยายามก่อสร้างด้วยวิธีการที่จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่ผู้ที่อยู่อาศัยข้างเคียงให้น้อยที่สุดการทำฐานรากจำเลยร่วมที่ 1 ใช้เสาเข็มแบบเข็มเจาะเพื่อลดปัญหาในเรื่องเสียงและป้องกันดินเคลื่อนตัว รั้วบ้านของโจทก์และลานซีเมนต์ที่ได้รับความเสียหายน่าจะเกิดจากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานไม่มีการปรับฐานรากให้แข็งแรงและมั่นคงเพียงพอการกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

ขอให้ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยต่อจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 โจทก์มิได้เสียหายจริง จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ทำการอย่างระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงกระทำแล้ว จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยข้อ 4 ที่ให้ผู้เอาประกันภัยแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้รับประกันภัยภายใน14 วัน นับแต่เหตุเกิดขึ้น และข้อยกเว้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของผู้รับประกันภัยยังระบุไว้ในข้อ 2 อีกว่า "ผู้รับประกันภัยจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันหรือบุคคลภายนอกอันเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหวหรือฐานรากที่อ่อนแอหรือความบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อบุคคล หรือทรัพย์สินใด

ๆ อันเกิดจากความเสียหายเช่นว่านั้น" จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 317,800บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ให้จำเลยร่วมที่ 2 รับผิดเพียง 307,800 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยโจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 239,280 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมที่ 2 รับผิดในต้นเงิน 238,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราและเงื่อนเวลาเช่นเดียวกับจำเลยร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 1 ก่อสร้างอาคารสูง 11 ชั้น รวมทั้งชั้นใต้ดิน ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.10 ติดกับบ้านโจทก์ ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินบิดามารดาโจทก์ ตามแผนที่สังเขป เอกสารหมาย ล.5 จำเลยร่วมที่ 2 ได้รับประกันภัยความเสียหายที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารของจำเลยไว้กับจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.11 ระหว่างการก่อสร้างน้ำปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างตกลงมาถูกบ้านโจทก์ที่กำลังก่อสร้าง เป็นเหตุให้รั้วบ้านผนังหินล้างด้านนอก ผนังหินอ่อนด้านใน พื้นทางเดินรอบบ้าน วงกบหน้าต่างและกระเบื้องมุงหลังคาร้าว

แตกหัก และเปรอะเปื้อนเสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ความสูงของอาคารจำเลยบังลม แสงสว่าง และทัศนียภาพบ้านโจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์กรณีมีเหตุที่ต้องรื้อถอนอาคารของจำเลยและกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยบ้านให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ก่อสร้างบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงของประเทศ มีประชาชนอยู่หนาแน่น มีอาคารบ้านเรือน อาคารพาณิชย์และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปลูกอยู่อย่างแออัด ที่ดินที่ตั้งบ้านโจทก์อยู่ใกล้กับถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว เป็นย่านที่มีความเจริญมาก ที่ดินมีเนื้อที่ว่างน้อยและราคาแพง จึงต้องมีการก่อสร้างอาคารสูงมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

การที่โจทก์ก่อสร้างบ้านในทำเลดังกล่าวจึงควรคิดหรือคาดหมายได้ว่า อาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กับบ้านโจทก์ เป็นเหตุให้บังทิศทางลม แสงสว่าง และทัศนียภาพที่มองจากบ้านโจทก์ อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารผิดแบบที่ได้รับอนุญาตไว้เป็นผนังทึบ ไม่มีช่องระบายลมทำให้ลมไม่พัดผ่านเข้ามาในบ้านโจทก์นั้นตามรายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบปรากฏว่า กระแสลมและแสงสว่างยังพัดผ่านและส่องมายังบ้านโจทก์ได้พอสมควร อาคารของจำเลยอยู่ทางทิศเหนือบ้านโจทก์ย่อมจะไม่บังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้บ้านโจทก์ร้อนอบอ้าวต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศนั้น

โจทก์เองก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าบ้านพยานที่ก่อสร้างนี้พยานตั้งใจจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพราะสภาพอากาศในกรุงเทพมหานครร้อนอบอ้าว และยังตอบคำถามติงของทนายโจทก์ด้วยว่า พยานได้สั่งให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศทุกห้อง แสดงว่าโจทก์สั่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพราะสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในกรุงเทพมหานครเพื่อความสะดวกสบายของโจทก์เอง หาใช่เพราะการก่อสร้างอาคารของจำเลยทำให้อากาศร้อนอบอ้าวไม่ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การที่จำเลยก่อสร้างอาคารสูงบังบ้านโจทก์เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่าการใช้สิทธิอันจะถือได้ว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 นั้น

จะต้องเป็นการแกล้งโดยผู้กระทำมุ่งต่อผลคือความเสียหายแก่ผู้อื่นถ่ายเดียว แต่ถ้าเป็นการกระทำโดยประสงค์ต่อผลอันเป็นธรรมดาของสิทธินั้น แม้ผู้กระทำจะเห็นว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายบ้างก็ไม่เป็นละเมิด คดีไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์แต่อย่างใดว่า การก่อสร้างอาคารของจำเลยนั้นจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กระทำเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยมุ่งต่อผลคือความเสียหายแก่โจทก์ถ่ายเดียวดังกล่าว การใช้สิทธิของจำเลยในการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 421 กรณีไม่มีเหตุที่จะรื้อถอนอาคารของจำเลยและกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารให้โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ประการแรกมีว่า

จำเลยร่วมที่ 1กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางสาวพัชรี เภกะนันทน์ น้องโจทก์ และนายบุญแคล้ว พุทธฤทธิชัย พยานโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า ในการวางฐานรากอาคารของจำเลยนั้น จำเลยร่วมที่ 1 ขุดหลุมลึกลงไปในดินประมาณ 6 เมตร กว้างเต็มพื้นที่ดินของจำเลย แล้วปักเสาไม้ห่าง ๆ กันในด้านที่ติดกับรั้วบ้านโจทก์ จึงไม่สามารถกั้นดินได้เมื่อฝนตกทำให้น้ำขังเต็มพื้นที่ดินของจำเลยและใต้รั้วใหม่ของโจทก์ด้วย ต่อมารั้วก็แตกร้าวและพื้นบ้านโจทก์ทรุดตัว พื้นถนนในซอยลาดพร้าว 28 ซึ่งเป็นทางเข้าออกบ้านโจทก์ทรุดตัวด้วย ท่อประปาตามแนวถนนซอยแตกเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.4น้ำปูนซีเมนต์จากการก่อสร้างอาคารของจำเลยตกลงมาเลอะผนังด้านนอกบ้านโจทก์ด้านที่ติดกับอาคารของจำเลย

หลังคาบ้านโจทก์มีเศษวัสดุก่อสร้างจากอาคารของจำเลยหล่นลงมาตลอดตามภาพถ่ายหมาย จ.5 ท่อส่งปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างอาคารของจำเลยตกหล่นมาถูกหลังคาบ้านโจทก์ ทำให้หลังคาบ้านทะลุ วงกบไม้แตก หินอ่อนด้านนอกบ้านแตก ท่อร้อยสายไฟฟ้าบุบ ตามภาพถ่ายหมาย จ.6 ฝ่ายจำเลยมีเพียงนายบุญส่ง พิทักษ์รักษ์สันติ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารของจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พยานได้รับรายงานว่า จำเลยสร้างกำแพงดินชั่วคราวกันดินพัง โดยทำผนังคอนกรีตเสริมเหล็กกันดินไหลและใช้เหล็กรูปตัวยูฝังด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าพยานเห็นการสร้างกำแพงดินดังกล่าวเพียงแต่ทราบจากรายงาน คำเบิกความของนายบุญส่งจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า

จำเลยร่วมที่ 1 ใช้เพียงเสาไม้ปักกั้นดินไว้ดังที่โจทก์นำสืบ เมื่อมีฝนตกดินในบ้านโจทก์จึงเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างระหว่างเสาไม้ลงไปในหลุมที่จำเลยร่วมที่ 1 ขุด ทำให้ดินในเขตบ้านโจทก์ทรุด เป็นเหตุให้รั้วบ้าน ผนังหินล้างและพื้นซีเมนต์รอบบ้านโจทก์แตกร้าวตามภาพถ่ายหมาย จ.4 และภาพที่ถ่ายในวันเดินเผชิญสืบทั้ง 9 ภาพ ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 อ้างว่า ความเสียหายของบ้านโจทก์เกิดจากการทรุดตัวของดินตามธรรมชาติและวัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานนั้น นายบุญแคล้วพยานโจทก์เบิกความว่า ปีหนึ่งดินจะทรุดตัวลงประมาณ 1 เซนติเมตร มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและทรุดตัวเป็นบริเวณกว้างพร้อมกัน ถ้าการแตกร้าวของรั้วบ้าน ผนังหินล้างและพื้นซีเมนต์รอบบ้านโจทก์เกิดจากธรรมชาติดังกล่าวน่าจะเป็นรอยแตกเพียงเล็กน้อยไม่แยกออกจากกันดังที่ปรากฏในภาพถ่ายในวันเดินเผชิญสืบ และที่จำเลยร่วมที่ 2 อ้างว่าการแตกร้าวดังกล่าวเกิดจากวัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานนั้นเห็นว่าโจทก์จ้างเหมาก่อสร้างบ้านเป็นเงินสูงถึง 7,000,000 บาทเศษ

น่าจะใช้สัมภาระที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐานและที่นายบุญส่งพยานจำเลยเบิกความว่า บ้านโจทก์ร้าวเกิดจากการผสมปูนซีเมนต์ไม่ได้สัดส่วนนั้น ก็เป็นเพียงความเห็นของพยานเท่านั้น จำเลยร่วมที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าช่างก่อสร้างบ้านโจทก์ผสมปูนซีเมนต์ไม่ได้สัดส่วนอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยร่วมที่ 2จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏว่า ในถนนซอยที่ติดกับอาคารของจำเลยก็มีการทรุดตัวจนถึงกับต้องนำแผ่นเหล็กมาปิดคลุมไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ภาพที่ 1 และที่ 2 โดยถนนบริเวณอื่น ๆ ไม่ปรากฏการทรุดตัวเช่นนั้น จึงน่าเชื่อว่าถนนบริเวณดังกล่าวทรุดตัวเพราะการก่อสร้างอาคารของจำเลยร่วมที่ 1 เช่นกัน ที่จำเลยร่วมที่ 2 อ้างว่าโจทก์ไม่ยอมให้ทำเครื่องป้องกันล้ำเข้าไปในเขตที่ดินโจทก์

วัสดุก่อสร้างและน้ำปูนซีเมนต์จึงตกลงมาถูกบ้านโจทก์เสียหายนั้น ก็ปรากฏว่าอาคารของจำเลยปลูกห่างจากแนวรั้วถึง2 เมตร บ้านโจทก์ก็ปลูกห่างแนวรั้ว 2 เมตร เช่นกัน จำเลยร่วมที่ 1 ชอบที่จะสร้างเครื่องป้องกันคลุมอาคารของจำเลยด้านที่ใกล้กับบ้านโจทก์เพื่อป้องกันมิให้วัสดุก่อสร้างหรือน้ำปูนซีเมนต์ตกหล่นมาถูกบ้านโจทก์เสียหายโดยไม่ต้องทำล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ได้ แต่จำเลยร่วมที่ 1 ก็หาได้ทำไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดียิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ประการต่อไปมีว่า ความเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นจากเหตุซึ่งเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 2 ตามคำแปลกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย

ล.11 แผ่นที่ 18 ข้อ 2 และการที่จำเลยร่วมที่ 1 ไม่แจ้งเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ทราบภายใน 14 วัน ทำให้จำเลยร่วมที่ 2 พ้นความรับผิดหรือไม่เห็นว่าแม้กรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.11 กำหนดข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยว่า "ผู้รับประกันภัยจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยในความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือที่ดินหรืออาคารใด ๆ อันเกิดเนื่องจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนไหวหรือฐานรากที่อ่อนแอหรือความบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินใด ๆอันเกิดจากความเสียหายเช่นว่านั้นใด ๆ" ก็ตาม แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยร่วมที่ 1 ที่ขุดหลุมโดยไม่มีมาตรการป้องกันการพังทลายของดินที่ดีพอ เป็นเหตุให้ดินในเขตบ้านโจทก์ทรุดตัวลงไปในหลุมที่จำเลยร่วมที่ 1 ขุดจึงทำให้บ้านโจทก์ได้รับความเสียหาย

เช่นนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุตามข้อยกเว้นความรับผิดดังกล่าวที่จำเลยร่วมที่ 2 จะอ้างเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจำเลยร่วมที่ 2 ตกลงรับประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกด้วย เป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุจำเลยร่วมที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายขึ้น โจทก์ย่อมชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากจำเลยร่วมที่ 2 ผู้รับประกันภัยโดยตรง การที่จำเลยร่วมที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยในข้อที่ไม่แจ้งเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ทราบภายใน 14 วัน จากวันมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยร่วมทั้งสองที่จำเลยร่วมที่ 2 จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยร่วมที่ 1 ผู้เป็นคู่สัญญาประกันภัยด้วยกัน จำเลยร่วมที่ 2 จะยกเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพินทร บรรจงศิลป · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2554

แม้ผู้จัดสรรที่ดินได้แสดงออกโดยปริยายว่า จะจัดให้มีถนนในโครงการที่ดินที่จัดสรรตามแผนผังโครงการ ซึ่งถือเป็นสาธารณูปโภคและตกอยู่ในภาระจำยอม ซึ่งผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาให้คงสภาพดังเช่นที่ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8298/2540

สะพาน น.เป็นสะพานที่ก่อสร้างและเปิดใช้การมานานประมาณ50 ปีแล้ว มีความชำรุดเสื่อมโทรมมากจนอาจจะเกิดอันตรายต่อบุคคลผู้ใช้ยานพาหนะและแก่ประชาชนทั่วไปผู้ใช้สัญจรไปมา การที่กรุงเทพมหานครจำเลยดำเนินการบูรณะแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2532

จำเลยจอดเรืออยู่ในคลองห่างจากเขตที่ดินโจทก์ 18 เมตรเศษและจำเลยจอดเรือมาก่อนโจทก์เป็นเจ้าของบ้านที่ปลูกอยู่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ใช้คลองได้สะดวกเพราะมีสะพานท่าเทียบเรือสาธารณะติดกับหน้าที่ดินโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1498/2529

เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปี ย่อมถือได้ว่าได้อุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณะโดยปริยายแล้ว ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะกว้าง 6 เมตร จำเลยปิดกั้นโจทก์ใช้รถยนต์ผ่านเข…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 103841)

การที่เจ้าของที่ดินยอมให้โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทสัญจรไปมาเป็นเวลาช้านานหลายสิบปีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินได้อุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ จ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้