Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมขณะโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 37 ต่อมาในปี 2540 โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาในปี 2545 จำเลยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 43 การติดต่อยื่นคำร้องและคำแถลงต่อศาลหลังจากนั้นจำเลยระบุภูมิลำเนาคือบ้านเลขที่ 43 ทั้งสิ้น การที่ต่อมาเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องได้กระทำในเดือนมกราคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเกือบ 10 ปี เจ้าพนักงานศาลน่าจะตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยในสายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยปิดหมายตามภูมิลำเนาเดิมคือบ้านเลขที่ 37 ซึ่งจำเลยย้ายที่อยู่ออกไปแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบนัดแล้ว การที่จำเลยมิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาลเพิ่มตามนัด จึงไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 15,483,345.24 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,457,843.20 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 21,438 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยจำเลยยอมผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันที่สิ้นสุดของเดือนติดต่อกันเดือนละไม่น้อยกว่า 150,000 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนมีนาคม 2540 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากจำเลยผิดนัดชำระหนี้เดือนหนึ่งเดือนใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และจำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่โจทก์ผิดข้อตกลงและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ จึงขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท คงเสียค่าคำร้องมาเพียง 40 บาท ไม่ถูกต้องจึงมีคำสั่งว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากจำเลยให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดหากจำเลยไม่ชำระให้งดการอ่านและส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป ศาลชั้นต้นมีหมายนัดจำเลยให้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้อง เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาลศาลชั้นต้นจึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา (ที่ถูก มีคำสั่ง) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องแก่จำเลยโดยชอบหรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปยังบ้านเลขที่ 43 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 จึงไม่ได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นดังกล่าว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยระบุที่อยู่ของจำเลยว่า อยู่บ้านเลขที่ 37 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตามเอกสารท้ายคำแถลงที่โจทก์ขอปิดหมายในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย และดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ต้นตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 จำเลยได้ยื่นคำแถลงขอคัดถ่ายคำพิพากษา และในวันที่ 29 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยในคำร้องและคำแถลงดังกล่าวระบุภูมิลำเนาของจำเลยคือ

บ้านเลขที่ 43 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองซึ่งก็ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนแนบท้ายฎีกาว่า จำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2545 นอกจากนั้นขณะที่เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้กระทำในเดือนมกราคม 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเกือบ 10 ปี เจ้าพนักงานศาลน่าจะต้องตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยในสำนวนว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่หรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยปิดหมายตามภูมิลำเนาเดิมคือ

บ้านเลขที่ 37 ถนนสุขุมวิท ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งจำเลยย้ายที่อยู่ออกไปแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบนัดแล้ว การที่จำเลยมิได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลอุทธรณ์มาวางศาลเพิ่มตามนัด จึงไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์และพิพากษา (ที่ถูก มีคำสั่ง) ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษา (ที่ถูก คำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2549 เสร็จแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อดำเนินการต่อไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · รัตน กองแก้ว · ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้