คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลย ๒ โฉนด เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ อ้างว่าไม่สามารถจะเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้เพราะจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่น โจทก์คัดค้านหลายประการ จำเลยยื่นคำแถลงว่า จำเลยเป็นหนี้ผู้ร้องไม่ถึงจำนวนตามที่ผู้ร้องขอเฉลี่ยเพราะผู้ร้องยินยอมหักหนี้ให้แก่จำเลยเป็นบางส่วน คงเป็นหนี้อยู่เพียง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินได้
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยจะอ้างว่าได้มีการตกลงระหว่างผู้ร้องและจำเลยลดจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๓๕๔/๒๕๒๓ จากจำนวน ๑,๐๔๑,๘๓๙ บาท ๒๔ สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ลงเหลือเพียงจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมมาเป็นเหตุมิให้ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามคำพิพากษาได้หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะดำเนินการบังคับคดี โดยวิธียึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๒ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกเอาข้อตกลงที่อ้างว่าได้กระทำกันนอกศาลมาเป็นเหตุมิให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นหาได้ไม่ ทั้งในคดีนี้ผู้ร้องก็ปฏิเสธว่ามิได้ตกลงลดหนี้ให้แก่จำเลยด้วย ในกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นยึดหรืออายัดไว้ก่อน กฎหมายห้ามมิให้มีการยึดหรืออายัดซ้ำ แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ การขอเฉลี่ยทรัพย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณาในการบังคับคดีนั่นเอง ดังนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจยกเอาข้อตกลงที่อ้างว่า ได้กระทำกันนอกศาลดังกล่าวมาอ้างเป็นเหตุมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นโดยการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ได้เช่นกัน
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน