Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสารวัตรทหารอากาศปฏิบัติหน้าที่เวรอยู่ที่กองพันสารวัตรทหารอากาศ ได้รับคำสั่งจากนายทหารเวรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้ไประงับเหตุที่บริเวณถนนในหมู่บ้านสวัสดิการทหารอากาศซึ่งเป็นบริเวณที่จำเลยที่ 3 จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่ตามหน้าที่และตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ. 2519 เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในขณะไประงับเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ด้วย ผู้ตายเป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 จำเลยที่ 3กระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ไม่ว่าผู้ตายจะอยู่ในฐานะที่จะอุปการะโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 247,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2526จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระก็ให้จำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแทน (ตามคำขอ)

จำเลยที่ 1อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 รับราชการเป็นสารวัตรทหารอากาศในสังกัดจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2526 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 3กับพวกปฏิบัติหน้าที่เวรอยู่ที่กองพันสารวัตรทหารอากาศมีกลุ่มวัยรุ่นส่งเสียงดังและนำท่อระบายน้ำออกมาวางกีดขวางถนนในหมู่บ้านสวัสดิการทหารอากาศที่เกิดเหตุ พลอากาศตรีวีระ กิจจาธรผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่หมู่บ้านดังกล่าวได้แจ้งทางโทรศัพท์ไปยังกองพันสารวัตรทหารอากาศขอให้สารวัตรทหารไประงับเหตุ

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสารวัตรทหารอากาศปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยนายทหารเวรจึงรายงานให้นาวาอากาศตรีมานพขุนพรหม นายทหารเวรทราบ นาวาอากาศตรีมานพสั่งให้จำเลยที่ 2ที่ 3 นำกำลังสารวัตรทหารไปยังที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงกลุ่มวัยรุ่นต่างแยกย้ายกันหลบหนี จำเลยที่ 3 กับพวกไล่ตาม จำเลยที่ 3กระทำละเมิดเป็นเหตุให้นายประยุทธ ประยูรคำ บุตรของโจทก์ทั้งสองถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 3 หรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 กระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ. 2519 ซึ่งห้ามสารวัตรทหารปฏิบัติต่อบุคคลอื่นที่มิใช่ทหาร

ข้าราชการหรือคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตกองทัพอากาศ และเป็นการกระทำเฉพาะตัวของจำเลยที่ 3 นั้น ได้ความจากคำเบิกความของพันจ่าอากาศเอกสัมพันธ์ พันธ์แน่น พยานจำเลยซึ่งรับราชการเป็นสารวัตรทหารอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ว่าที่เกิดเหตุอยู่ในจุดที่จะต้องตรวจเวรยามด้วย และจ่าอากาศเอกสมิง สาระดิษฐ์ พยานจำเลยอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นสารวัตรทหารอากาศก็เบิกความรับว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ที่พยานรับผิดชอบ พยานออกตรวจพื้นที่ในจุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นประจำ นอกจากนี้ยังได้ความจากนาวาอากาศโทวรพันธ์บุนนาค พยานจำเลย ซึ่งเป็นนายทหารพระธรรมนูญว่า โดยปกติสารวัตรทหารอากาศย่อมทราบดีว่าท้องที่ใดอยู่ในเขตความรับผิดชอบของกองทัพอากาศ ซึ่งสารวัตรทหารอากาศจะต้องทำการตรวจพื้นที่ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ และว่าที่เกิดเหตุเป็นบริเวณที่มีบ้านพักของนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีการตั้งป้อมยามทหารอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านริมถนนพหลโยธิน เพื่อให้สารวัตรทหารอากาศไปดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่

ถ้าเกิดมีเหตุร้ายขึ้นมาสารวัตรทหารอากาศจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทัน จึงรับฟังได้ว่าที่เกิดเหตุเป็นบริเวณซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องไปดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่ตามหน้าที่ ประกอบกับการที่จำเลยที่ 3 กับพวกออกไปจากกองพันสารวัตรทหารอากาศในคืนเกิดเหตุได้ ก็เพราะได้รับคำสั่งจากนาวาอากาศตรีมานพ นายทหารเวรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับบัญชา ให้ไประงับเหตุตามที่ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากพลอากาศตรีวีระ กิจจาธร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศจำเลยที่ 1การที่จำเลยที่ 3 ไล่ติดตามผู้ตายกับพวกเป็นส่วนหนึ่งของการไประงับเหตุ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร

พ.ศ. 2519 ข้อ 6 ได้กำหนดไว้ว่า"เพื่อให้การรักษาระเบียบวินัยดำเนินไปโดยเคร่งครัด รวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ให้สารวัตรทหารมีหน้าที่ดังนี้6.8 หน้าที่อื่นตามที่กระทรวงกลาโหมหรือผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารจะกำหนด" และข้อ 3.3 ว่า "3.3 คำว่า "ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร" หมายถึงผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับบัญชา ....ฯลฯ...." จำเลยที่ 3 กับพวกไปยังที่เกิดเหตุตามคำสั่งของนาวาอากาศตรีมานพ นายทหารเวร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร เพื่อระงับเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ขัดต่อข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ. 2519และไม่เป็นการกระทำเฉพาะตัว หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ดังฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อต่อไปว่า

ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ชดใช้แก่ฝ่ายโจทก์มีจำนวนสูงเกินไปนั้น ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 รับราชการทหารมียศเป็นร้อยตรี โจทก์ที่ 2 ประกอบอาชีพค้าขาย ผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะที่มีอายุประมาณ 20 ปี กำลังศึกษาเล่าเรียน มีผู้ไปในงานศพเป็นจำนวนมาก โจทก์เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เป็นจำนวนเงิน 205,600 บาท ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เพียง 47,500 บาท ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนที่เรียกร้องเป็นการพอสมควรและเหมาะสมแล้วสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ชดใช้สูงเกินไปและถึงแม้ว่าผู้ตายจะไม่ตายต่อไปก็ไม่แน่ว่าผู้ตายจะต้องพึ่งพาอาศัยโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น

เห็นว่าผู้ตายมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 จำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ ไม่ว่าผู้ตายจะอยู่ในฐานะที่จะอุปการะโจทก์ทั้งสองได้หรือไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้