Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ โจทก์วางมัดจำ 3,000 บาทค่าที่ดินตกลงชำระกันเป็นงวด ๆ เมื่อได้ชำระค่าที่ดินไปบ้างแล้ว โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินและเช็คที่ได้ชำระค่าที่ดินไปตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาท้ายฟ้อง อ้างเหตุแตกร้าวที่โจทก์ถูกตำรวจจับเรื่องอายัดเช็ค ทั้งหาว่าจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถไปโอนโฉนดให้แต่ตามฟ้องโจทก์หาได้กล่าวอ้างตั้งประเด็นว่า จำเลยทำผิดสัญญาแต่ประการใดไม่ กลับอ้างว่าจำเลยไม่สุจริตพยายามกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอับอายโดยถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว จึงไม่ประสงค์ซื้อที่ดินต่อไป ดังนี้แสดงว่า เหตุเลิกสัญญาไม่ใช่เกิดจากจำเลยทำผิดสัญญาข้อใด ๆ แต่เป็นเพราะโจทก์ไม่พอใจจำเลย จึงไม่ต้องการซื้อที่ดินเท่านั้นการเลิกสัญญานอกจากจะได้ระบุไว้ชัดในสัญญาว่า ให้เลิกกันได้อย่างไรแล้วก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387, 388, 389 และมาตรา 466 ฯลฯ แม้ตามสัญญาจะระบุว่า ถ้าผู้ซื้อ(โจทก์)ผิดสัญญาโดยไม่ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ซื้อยอมให้ผู้ขาย(จำเลย)ริบเงินมัดจำก็เป็นแต่ข้อสัญญาที่ให้ถือปฏิบัติไปตามมาตรา 378 นั่นเอง จะแปลเลยไปถึงกับว่าเมื่อโจทก์แสดงเจตนาไม่ซื้อที่ดินแล้วเท่ากับผิดสัญญาแล้วหาได้ไม่ เพราะการทำผิดสัญญาก็ยังไม่เกิดขึ้นสัญญาข้อนี้ไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะบอกเลิกสัญญากับจำเลยได้อย่างใด การที่โจทก์บอกปัดเลิกสัญญาเสียตามชอบใจไม่มีผลให้สัญญาจะซื้อขายระงับสิ้นความผูกพันต่อกัน โจทก์จะเรียกร้องเอาค่าที่ดินที่ชำระไปแล้วคืนโดยอาศัยสิทธิเรียกเงินคืนจากการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ไม่ได้สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองฝ่ายพร้อม ๆ กันตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 369 จำเลยจะบังคับให้โจทก์ชำระค่าที่ดินไปก่อนทำการโอนตลอดจนส่งมอบที่ดินคืนตามฟ้องแย้งไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อที่ดินของจำเลย 1 แปลง ราคา 250,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ได้วางเงินมัดจำไว้ 3,000 บาท เงินที่เหลือจะจ่ายเป็น 5 งวด ถ้าผู้ขายผิดสัญญายอมให้ผู้ซื้อปรับสองเท่าของราคาขาย ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญายอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำ นอกจากนั้นยังตกลงกันด้วยวาจาว่าให้โจทก์ออกเช็คล่วงหน้าตามงวดและจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าที่ดินแล้วจำเลยจะโอนโฉนดให้ทันที โจทก์ทั้งสองออกเช็คให้จำเลย จำเลยได้รับเงินไปตามเช็คแล้ว 117,000 บาท ยังเหลืออีก130,000 บาท คือตามเช็ครวม 3 ฉบับ ก่อนถึงกำหนดวันสั่งจ่ายเงินตามเช็คจำเลยถูกนายกริชฟ้องหาว่าบุกรุกที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อประมาณ 6 ไร่

โจทก์เกรงว่าจะไม่ได้รับที่ดินเต็มตามสัญญาจึงไปอายัดเช็คไว้ ที่สุดคดีนั้นยอมความกันโดยจำเลยยอมเสียเงินให้นายกริช ต่อมาจำเลยได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนจับกุมโจทก์ที่ 2ในข้อหาอายัดเช็คพนักงานสอบสวนจับโจทก์ที่ 2 ไปขัง โจทก์ที่ 2จำต้องออกเช็คให้จำเลยใหม่ พนักงานสอบสวนจึงปล่อยตัว จำเลยมีเจตนาไม่สุจริต พยายามกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความอับอายเดือดร้อนโจทก์ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาเสีย และให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไปแล้วกับเช็คคืน จำเลยไม่คืน จึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 117,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยคืนเช็ครวม3 ฉบับให้โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่คู่สัญญากับจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียและไม่เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามสัญญาท้ายฟ้องจริงตกลงผ่อนชำระราคากันเป็นงวด ๆในลักษณะเช่าซื้อ เมื่อชำระครบแล้วจำเลยจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ที่ 1 ได้มอบเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้าของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยไว้รวม5 ฉบับยังไม่ถือว่าจำเลยได้รับค่าที่ดินครบแล้ว จำเลยจึงยังไม่โอนโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินเพื่อแบ่งขายเงินผ่อนหรือให้เช่าซื้อ จำเลยได้มอบที่ดินให้โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ใช้รถแทร็กเตอร์ไถเกลี่ยดินทับหลักซีเมนต์ที่ปักเป็นเขตเคลื่อนล้มและรุกล้ำที่ดินของนายกริชเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ นายกริชฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายให้นายกริชเป็นเงิน 12,500 บาท โจทก์ที่ 1 รับรองด้วยวาจาว่าจะใช้ค่าเสียหายให้จำเลย แต่หาชดใช้ไม่จำเลยได้รับเงินงวดที่ 1 และ 2 เท่านั้น

โจทก์ที่ 1 ไม่มีเหตุและไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต จะถือเป็นเหตุเลิกสัญญาไม่ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาค่าที่ดินคือ ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ที่ 1 ชำระค่าที่ดินที่ค้าง 130,000 บาทกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ทำละเมิดต่อนายกริชอีก 12,500 บาทให้จำเลยพร้อมดอกเบี้ย ถ้าไม่สามารถชำระค่าที่ดินก็ให้ส่งมอบที่ดินในสภาพที่ปราศจากข้อผูกพันคืนให้จำเลยริบเงินมัดจำและเงินที่โจทก์ที่ 1 ชำระแล้ว ถือว่าเป็นค่าเช่าโจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 2 ออกเช็คชำระราคาที่ดิน จึงมีอำนาจฟ้อง รถแทร็กเตอร์ไถภายในเขตที่จำเลยนำชี้ โจทก์ไม่เคยรับรองออกค่าเสียหายให้นายกริชแทนจำเลย

สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจะซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทุกโอกาส ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานเสียทั้งสองฝ่าย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วยโจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 117,000 บาท และเช็คให้โจทก์ที่ 1 ในเมื่อโจทก์ที่ 1 มอบที่ดินคืนโดยปราศจากภาระผูกพันซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ก่อขึ้น ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ที่ 1 นับแต่โจทก์ที่ 1 มอบที่ดินคืนโดยปลอดภาระผูกพันแต่หากว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ทำให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินเลยก็ให้ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง

ทั้งนี้จนกว่าจะคืนเงินและเช็คเสร็จสิ้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยผู้ขายและโจทก์ที่ 1 ผู้ซื้อมีข้อความอยู่รวม 9 ข้อ ความว่า ผู้ขายตกลงขายที่ดินเหมาทั้งแปลงโดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่เป็นราคารวม 250,000 บาท ผู้ขายมีหน้าที่ต้องไปทำโฉนดให้ตามความประสงค์ของผู้ซื้อและยอมให้ผู้ซื้อเอาโฉนดไปแบ่งแยกได้ ผู้ซื้อวางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 3,000 บาทและตกลงจ่ายค่าที่ดินรวม 5 งวด จะต้องชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 10 สิงหาคม 2512 ซึ่งตรงกับวันที่ผู้ขายจะไปทำการโอนให้ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อเข้าครอบครองและจัดการแบ่งขายที่ดินนับแต่วันทำสัญญา หากผู้ขายผิดสัญญายอมให้ปรับสองเท่าราคาขาย

ส่วนข้อ 8 ระบุว่าถ้าผู้ซื้อผิดสัญญาโดยไม่ซื้อที่ดิน ยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำ สัญญาข้อสุดท้าย ผู้ขายรับรองจะไม่เอา น.ส.3 หรือโฉนดไปจำนองหรือขายฝากกับผู้อื่น เห็นว่าความในสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องอ้างเหตุแตกร้าวที่โจทก์ที่ 2 ถูกตำรวจจับเรื่องอายัดเช็ค ทั้งหาว่าจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถโอนโฉนดให้ได้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2512 แต่ตามฟ้องโจทก์หาได้กล่าวอ้างตั้งประเด็นว่าจำเลยทำผิดสัญญาแต่ประการใดไม่ กลับอ้างเหตุเลิกสัญญามาใหม่ว่าจำเลยไม่สุจริต พยายามกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอับอายโดยถูกพนักงานสอบสวนควบคุมตัว แสดงว่าเหตุเลิกสัญญาไม่ใช่เกิดจากจำเลยทำผิดสัญญาข้อใด ๆ แต่เป็นเพราะโจทก์ไม่พอใจจำเลยจึงไม่ต้องการซื้อเท่านั้น

สัญญาข้อ 8 ระบุว่า ถ้าผู้ซื้อผิดสัญญาโดยไม่ซื้อที่ดินผู้ซื้อยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำทั้งหมด ความหมายของสัญญาข้อนี้มุ่งประสงค์ถึงเงินมัดจำโดยเฉพาะว่า ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามสัญญาเพราะความผิดของโจทก์แล้ว ยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำได้ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่ให้ถือปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 นั่นเองจะแปลความหมายให้เลยไปไกลถึงกับว่า โจทก์แสดงเจตนาไม่ซื้อเท่ากับผิดสัญญาแล้วไม่ได้เพราะจำเลยยังไม่เกิดสิทธิที่จะริบเงินมัดจำ โดยที่โจทก์ยังไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด การเลิกสัญญานอกจากจะได้ระบุไว้ชัดในสัญญาว่าให้เลิกกันได้โดยเสรีหรือมีเงื่อนไขอย่างไรแล้วก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387, 388, 389 และมาตรา 466 ฯลฯ

สัญญาข้อ 8 ไม่ได้ให้สิทธิแก่โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยได้อย่างใดเลย การที่โจทก์บอกปัดเลิกสัญญาเสียตามชอบใจจึงไม่มีผลทำให้สัญญาจะซื้อขายที่ดินต้องระงับ โจทก์จะเรียกเอาเงินค่าที่ดินที่ชำระไปแล้ว รวมทั้งเช็คอีก 3 ฉบับคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกเงินคืนจากการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 ไม่ได้ ส่วนปัญหาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนั้นเห็นว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองฝ่ายพร้อม ๆ กัน ตามความหมายในมาตรา 369 กล่าวคือ ถ้าจำเลยจะให้โจทก์ชำระค่าที่ดินทั้งหมด จำเลยก็ต้องโอนที่ดินให้โจทก์ได้ในเวลาเดียวกัน จำเลยต้องการให้โจทก์จ่ายเงินหมดก่อน แล้วจะโอนให้ทีหลัง เป็นเรื่องขัดต่อสัญญาดังกล่าว จึงบังคับให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่ค้างไปก่อนทำโอน

ตลอดจนส่งมอบที่ดินคืนตามฟ้องแย้งไม่ได้แม้โจทก์ที่ 1 จะผิดนัดไม่ชำระเงินค่าที่ดินให้ถูกต้องตรงตามงวดที่กำหนดไว้ ตามข้อสัญญาก็มิได้ถือว่า เป็นเรื่องผิดสัญญาแต่อย่างใดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล · ชุ่ม สุนทรธัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้