Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

งานวรรณกรรมซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศของผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบอร์ฉบับแรก ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 29 และต่อมาตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 หากมิได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นภาษาไทยภายใน 10 ปี นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะแปลงแปลงานของตนเป็นภาษาไทยย่อมหมดสิ้นไป เมื่อปรากฏว่าจำเลยแปลงานดังกล่าวหลังจากนั้นจำเลยจึงมีลิขสิทธิ์ในงานที่แปลและไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 27, 31, 61, 69, วรรคสอง, 70, 75, 76 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 7 คดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความ โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงประกอบเอกสารแทนการสืบพยานและอ้างส่งเอกสารที่รับข้อเท็จจริงกันนั้นเป็นพยานแล้วขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่รับกันนั้นเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 69 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับ 200,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดและพฤติการณ์ในการดำเนินคดีแล้ว เห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 หนังสือของกลางให้ตกเป็นของโจทก์ จ่ายค่าปรับที่ชำระตามคำพิพากษาให้โจทก์กึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า

ประเทศไทยมีข้อจำกัดและความจำเป็นบางประการที่ยังไม่สมควรรับความผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญากรุงเบอร์ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์ลิน ค.ศ.1908 (Berlin Act 1908) อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจึงแจ้งความประสงค์ไปยังองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) ผู้บริหารงานของสหภาพเบอร์นเพื่อขอใช้สิทธิวางข้อสงวน (reservations) รวม 6 ข้อ ที่จะไม่ผูกพันตามอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์นลิน ค.ศ.1908 โดยผูกพันตามอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแรก ค.ศ.1886 และพิธีสารสุดท้ายของอนุสัญญากรุงเบอร์น ค.ศ.1886 (Berne Convention 1886) และอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงปารีส ค.ศ.1896 (Paris Additional

Act and Interpretative Declaration 1896) แทน ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการแปลงานวรรณกรรม ประเทศไทยตั้งข้อสงวนขอไม่ผูกพันตามมาตรา 8 (Article 8) แห่งอนุสัญญากรุงเบอร์น ฉบับแก้ไข ณ กรุงเบอร์น ค.ศ.1908 ซึ่งบัญญัติให้ประเทศภาคีต้องให้ความคุ้มครองแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จากประเทศภาคีอื่นรวมไปถึงสิทธิของเจ้าลิขสิทธิ์ที่จะแปลหรืออนุญาตให้ผู้อื่นแปลงานของตนได้เพียงผู้เดียวด้วย แต่ขอผูกพันตามมาตรา 5 แห่งอนุสัญญากรุงเบอร์น ค.ศ.1886 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 1 ข้อ 3 (Article I Number 3) ของอนุสัญญากรุงเบอร์นฉบับแก้ไข ณ กรุงปารีส ค.ศ.1896 ซึ่งกำหนดว่า ผู้สร้างสรรค์งานซึ่งเป็นคนชาติหรือคนในบังคับของประเทศภาคีหรือตัวแทนโดยชอบของตนย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะทำการแปลหรือมอบหมายให้มีการแปลงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนตลอดระยะเวลาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานเติม แต่ถ้าผู้สร้างสรรค์งานมิได้ทำการโฆษณาการแปลผลงานของตนเป็นภาษาที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครองในประเทศภาคีใดภายในระยะเวลา 10 ปี

นับแต่การโฆษณางานเดิมเป็นครั้งแรก สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะแปลงานของตนเป็นภาษาดังกล่าวย่อมเป็นอันหมดสิ้นไป พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 ได้นำข้อสงวนดังกล่าวมาบัญญัติไว้ในมาตรา 29 ว่า "การรับประโยชน์แห่งสิทธิตามหมวดนี้ (หมวด 2 ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ) ท่านว่าต้องอยู่ในบังคับแห่งวิธีการและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (ก) เมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกฎหมายของประเทศที่เกิดแห่งวรรณกรรมหรือศิลปกรรมนั้นได้กำหนดไว้ (ข) ถ้าเป็นวรรณกรรมหรือนาฏกียกรรม เมื่อล่วงกำหนดสิบปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งโฆษณาไปแล้ว สิทธิที่จะห้ามมิให้ทำขึ้น ทำซ้ำ เล่นแสดงในที่สาธารณะหรือโฆษณาซึ่งคำแปลจะทรงไว้ได้ต่อเมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ให้อำนาจผู้อื่นแปลวรรณกรรมหรือนาฏกียกรรมนั้นในภาษาซึ่งต้องการจะป้องกันมิให้ผู้อื่นแปลและได้โฆษณาคำแปลนั้นแล้วภายในพระราชอาณาจักรก่อนล่วงพ้นกำหนดเวลาที่กล่าวข้างต้น" ซึ่งต่อมาเมื่อมีพระราชบัญญัตลิขสิทธิ์

พ.ศ.2521 ออกมายกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 การให้ความคุ้มครองแก่ลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 42 บัญญัติว่า "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย และกฎหมายของประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่นๆ แห่งอนุสัญญาดังกล่าว หรืองานอันมีลิขสิทธิ์ขององค์การระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" ซึ่งข้อสงวนเกี่ยวกับการแปลงานวรรณกรรมก็ได้นำมาบัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ

พ.ศ.2526 ซึ่งออกตามความในมาตรา 42 ดังกล่าวและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 มาตรา 5 วรรคสอง ว่า "ในกรณีที่เป็นวรรณกรรมหรือนาฏกรรม ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในราชอาณาจักรภายในสิบปีนับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรมหรือนาฏกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ให้ถือว่าสิทธิที่จะห้ามมิให้ทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือโฆษณาซึ่งคำแปลในราชอาณาจักรเป็นอันสิ้นสุดลง" ปรากฏข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันว่า งานวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 28 เรื่องตามฟ้อง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทยภายใน 10 ปี

นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณางานวรรณกรรมดังกล่าวเป็นครั้งแรก ดังนี้ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ห้ามผู้อื่นมิให้แปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่อง เป็นภาษาไทยหรือโฆษณาซึ่งคำแปลเป็นภาษาไทยในประเทศไทยจึงเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี กล่าวคือ เมื่อพ้นปี 2509 พ้นปี 2511 พ้นปี 2512 พ้นปี 2514 พ้นปี 2515 พ้นปี 2517 และพ้นปี 2517 ตามลำดับ การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องนี้เป็นภาษาไทยในช่วงระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2526 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับอยู่ย่อมทำได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแปลของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

เมื่อการแปลดังกล่าวเป็นการแปลโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้แปลได้ริเริ่มสร้างสรรค์งานแปลเป็นภาษาไทยด้วยตนเองโดยต้องใช้ความรู้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยประกอบด้วยความวิริยะอุตสาหะตลอดจนประสบการณ์ในการแปล ผู้แปลซึ่งปรากฏว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยจึงได้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่อง โดยได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จและมีอายุแห่งการคุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อปีอีกเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย และผู้แปลย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลนั้นตามมาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 13 และมาตรา 16 วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการแปลวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 7 เรื่องเป็นภาษาไทย เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากผู้แปลวรรณกรรมทั้ง 7 เรื่องนั้นให้ทำซ้ำโดยจัดพิมพ์หนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่องนี้และนำหนังสือที่จัดหนังสือพิมพ์ขึ้นนั้นออกจำหน่ายได้โดยไม่จำกัดจำนวนในช่วงปี 2533 ถึงปี 2538 การที่จำเลยที่ 1 ขายและเสนอขายหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่องนี้ซึ่งมีการจัดพิมพ์ขึ้นดังกล่าวและยังเหลืออยู่เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 จึงมิใช่การขายและเสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ย่อมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เช่นกัน การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องเป็นการแปลในช่วงเวลาที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนไขเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2526 มีผลใช้บังคับอยู่และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษ 7 เรื่องเป็นภาษาไทยในประเทศไทยได้ระงับสิ้นไปแล้วเพราะโจทก์มิได้จัดให้มีหรืออนุญาตให้ผู้ใดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยและโฆษณาคำแปลนั้นในประเทศไทยภายใน 10 ปี นับแต่วันสิ้นปฏิทินของปีที่ได้มีการโฆษณาวรรณกรรม 7 เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว การแปลงานวรรณกรรมภาษาอังกฤษทั้ง 7 เรื่อง เป็นภาษาไทยย่อมทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์และเป็นการแปลโดยชอบด้วยกฎหมาย

ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ผู้แปลซึ่งปรากฏว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้สร้างสรรค์งานแปลนั้น จึงมีลิขสิทธิ์ในงานแปลดังได้วินิจฉัยข้างต้น และผู้แปลวรรณกรรมภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยทั้ง 7 เรื่อง ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยหรือไม่ก็ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 13 และมาตรา 1 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการแปลวรรณกรรมดังกล่าว การที่ผู้แปลวรรณกรรมเป็นภาษาไทยทั้ง 7 เรื่อง

ทุกคนได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย 7 เรื่อง นั้น และนำออกจำหน่ายได้โดยไม่จำกัดจำนวนในช่วงปี 2533 ถึงปี 2538 เป็นสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานแปลที่ผู้แปลได้ดัดแปลงขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิตามสัญญานั้นที่จะทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานแปลดังกล่าวได้ การทำซ้ำและนำออกโฆษณาดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทยโดยตรง มิได้กระทำต่องานสร้างสรรค์วรรณกรรมต้นฉบับที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาอังกฤษของโจทก์แต่อย่างใด สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์

พ.ศ.2521 มีอยู่อย่างไร ก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้น สิทธิแต่เพียงผู้เดียวดังกล่าวของโจทก์หาได้ถูกกระทบกระเทือนไม่ กล่าวคือ หากจำเลยที่ 1 จะทำซ้ำและนำออกโฆษณาซึ่งงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ในขณะที่งานวรรณกรรมของโจทก์ยังมีอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายอยู่ จำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องขออนุญาตจากโจทก์มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาจะทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนเฉพาะงานวรรณกรรมที่แสดงออกในรูปแบบที่เป็นภาษาไทย มิได้เจตนาที่จะทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องขออนุญาตจากโจทก์ หากให้จำเลยที่ 1 ต้องขออนุญาตจากโจทก์ในการทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลเป็นภาษาไทย

ผลก็จะกลายเป็นว่าโจทก์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษของโจทก์เกินกว่าขอบเขตแห่งสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 13 ดังกล่าว กล่าวคือ มีผลเท่ากับเป็นการขยายขอบเขตแห่งสิทธิให้โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานแปลวรรณกรรมเป็นภาษาไทย ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์งานแปลนั้นและสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ที่จะแปลงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของตนในประเทศไทยและสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นแปลวรรณกรรมนั้นเป็นภาษาไทยในประเทศไทยได้ระงับสิ้นไปแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในงานวรรณกรรมที่แปลเป็นภาษาไทยในกรณีเช่นนี้

การทำซ้ำและนำออกโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานวรรณกรรมเป็นภาษาไทยของจำเลยที่ 1 โดยได้รับอนุญาตจากผู้แปลซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแปลนั้นจึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมต้นฉบับภาษาอังกฤษอีก การที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานแปลเป็นภาษาไทยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 นำงานแปลที่ทำซ้ำขึ้นโดยชอบนั้นออกขายและเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง แม้หนังสือแปลเรื่อง ฆ่าเพราะรัก และเรื่อง คดีเงียบ ที่เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจได้ยึดไว้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่การที่จะสั่งให้หนังสือดังกล่าวตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้นั้น หนังสือดังกล่าวต้องยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 70 ดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องอาจสั่งให้หนังสือแปลทั้งสองเรื่องนั้นตกเป็นของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี · กำพล ภู่สุดแสวง · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้