Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางอากาศ ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ ++ ++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ส่งสินค้าซึ่งทำด้วยทอง 18 เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน 1 หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน 817 ชิ้น ไปให้บริษัทมัสท์เมก เทรดดิ้ง จำกัด ลูกค้าที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทางเครื่องบินของจำเลยที่ 2 เมื่อเครื่องบินขนสินค้ามาถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ 30 สิงหาคม 2540 ปรากฏว่าสินค้าได้สูญหายไปทั้งหีบห่อ โจทก์เคยมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ขอชดใช้ให้เป็นเงินจำนวน 15,000 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประเด็นแรกว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องไว้จากบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยและจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วหรือไม่ ในประเด็นนี้นางสาวมาลีตันฑ์วณิช ผู้จัดการฝ่ายรับประกันวินาศภัยของโจทก์เบิกความว่า โจทก์รับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าทอง 18 เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน 1 หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน 817 ชิ้น จากบริษัท เอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ซึ่งจะขนสินค้าจากกรุงเทพมหานครไปเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยทางเครื่องบิน โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงินจำนวน 11,510.50 ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1ขนส่งสินค้าที่เอาประกันภัยจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์โดยทางเครื่องบินเพื่อส่งมอบให้บริษัทมัสท์เมก เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าดังกล่าว ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1ได้รับสินค้าไว้เรียบร้อยครบจำนวนแล้วได้ออกใบตราส่งทางอากาศให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ส่งตามเอกสารหมาย จ.6 จากนั้นจำเลยที่ 1ได้จ้างจำเลยที่ 2 อีกทอดหนึ่งให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ เครื่องบินลำที่ขนส่งสินค้าดังกล่าวไปถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2540 แต่ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวสูญหายไปทั้งหีบห่อในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 2 เมื่อสินค้าสูญหายบริษัทผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชดใช้ให้ บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โจทก์พิจารณาเห็นว่าสินค้าที่เอาประกันภัยสูญหายไปทั้งหมดจริง จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทดังกล่าวไปจำนวน 11,510.50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ307,294 บาท เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541 แล้วบริษัทผู้เอาประกันภัยดังกล่าวได้ออกใบรับช่วงสิทธิให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.9เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้รับประกันภัยจากบริษัทเอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด พร้อมทั้งมีกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 มาแสดง นอกจากนั้นเมื่อสินค้าได้สูญหายและโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัท เอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ได้ทำใบรับช่วงสิทธิในความสูญเสียลงวันที่ 15 มกราคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.9 ให้โจทก์ ซึ่งถ้าหากมิได้มีการประกันภัยสินค้าทอง 18 เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน 817 ชิ้นที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องกันไว้และมิได้มีการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กันจริง โจทก์ก็คงจะไม่ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ก็คงจะไม่ออกใบรับช่วงสิทธิในความสูญเสียให้โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่พอให้เชื่อว่าโจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ให้บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด โดยไม่ได้มีการประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แล้วโจทก์สมคบกันกับบริษัทดังกล่าวโดยทุจริตยอมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้นไปเพียงเพื่อจะได้เข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทนั้นมาฟ้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งแต่อย่างใด เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องและได้จ่ายสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริงส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้รับประกันภัยก่อนขนส่งสินค้าดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่วันที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 เป็นวันหลังจากวันที่ออกใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.6 เพราะโจทก์ตกลงกับบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ซึ่งเป็นนายหน้ารับประกันภัยของโจทก์ว่า ให้ออกเอกสารแสดงการรับประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยไปก่อนและรวบรวมส่งให้โจทก์เป็นรายเดือน แล้วโจทก์ก็จะนำไปออกกรมธรรม์ประกันภัยฉบับสมบูรณ์คือเอกสารหมาย จ.4 ในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 แผ่นแรก ก็ระบุถึงวันที่บริษัทนายหน้าออกเอกสารไว้ว่า วันที่ 29 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำการขนส่งดังที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6จากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเชื่อว่าบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัดรับประกันภัยสินค้าตามคำฟ้องไว้แทนโจทก์ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2540ก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่สินค้าที่เอาประกันภัย ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการย่อมมีความผูกพันต่อผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้านั้นที่จะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยสินค้าตามคำฟ้องที่ต้องสูญหายไปในระหว่างการขนส่งทางอากาศของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งโจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 2ผู้ขนส่งซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้านั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้ และที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 เป็นเพียงสำเนาเอกสาร รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา93 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้คัดค้านไว้แล้วนั้น เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า กรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4มีเอกสารแนบท้ายซึ่งเป็นของบริษัทนายหน้ารับประกันภัยของโจทก์ เอกสารที่แนบท้ายเอกสารดังกล่าวมีเพียงฉบับเดียว ดังปรากฏตามที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ได้ทำขึ้น กรมธรรม์ประกันภัยทำเป็นคู่ฉบับ ซึ่งเป็นต้นฉบับ 2 ฉบับ และทำสำเนาหลายฉบับ ส่งไปให้ผู้เอาประกันภัย 1 ฉบับ และตัวแทนรับประกันภัยของโจทก์ 1 ฉบับ ด้วยอันแสดงว่าเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 บริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ได้ทำขึ้นเพียงฉบับเดียว ดังนั้น ต้นฉบับจึงต้องอยู่กับผู้เอาประกันภัย คือบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัดเพราะโจทก์ต้องส่งต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมเอกสารแนบท้ายไปให้ผู้เอาประกันภัยด้วย โจทก์จึงเหลือเพียงต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.4 อีก 1 ฉบับ และสำเนาเอกสารที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์ทำไว้เท่านั้น เหตุที่ต้นฉบับเอกสารที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.4 มิได้อยู่ที่โจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์นำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบ และรับฟังสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สินค้าที่ขนส่งมีราคาเท่าใด และจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.6 ในช่องลักษณะและจำนวนของสินค้า (รวมทั้งขนาดวัดและความจุ) แจ้งรายละเอียดว่าเป็นทอง 18 เค ประดับด้วยเพชรพลอย สินค้ามีขนาดวัด 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ต้นกำเนิดประเทศไทย ใบกำกับสินค้าเลขที่ เอ็ม เอ 004/97 และเมื่อพิจารณาประกอบกับใบกำกับสินค้าเลขที่ เอ็มเอ 004/97 ตามเอกสารหมาย จ.5แล้วปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวระบุรายละเอียดว่า รวมราคาสินค้าส่งถึงบนเครื่องบิน กรุงเทพฯ จำนวน 817 ชิ้น น้ำหนัก 1,931 กรัม จำนวน1,510.50 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเชื่อว่าราคาสินค้าที่ขนส่งเป็นเงินจำนวน11,510.50 ดอลลาร์สหรัฐ จริง ตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมายจ.6 ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าสินค้ามีราคาเพียง15,000 บาท ตามราคาที่จำเลยที่ 2 เสนอชดใช้ให้โจทก์นั้น ปรากฏว่าสินค้าที่สูญหายไปเป็นทอง 18 เค ประดับด้วยเพชรพลอยซึ่งเป็นของมีค่าและมีจำนวน817 ชิ้น มีน้ำหนักถึง 1,931 กรัม ซึ่งย่อมจะต้องมีราคาสูง ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงรับฟังไม่ได้เพราะขัดต่อเหตุผล เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้ทำให้สินค้าอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อผู้ส่งซึ่งเอาประกันภัยสินค้านั้นไว้แก่โจทก์ตามราคาสินค้าที่ขนส่งที่แท้จริง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 307,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์นั้นปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน307,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปคือวันที่ 15 มกราคม 2541 จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องเป็นเวลา 7 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 7 เดือน ไม่ขอคิดดอกเบี้ยในเศษ 13 วัน ด้วย เป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 13,444.11 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 320,738.11 บาท และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 320,738.11 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 307,294 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 307,294 บาท เป็นเวลา 13 วัน ซึ่งโจทก์มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระรวมเข้าไปด้วย อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 320,738.11บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 307,294 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดต่อมาจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยทั้งสองประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทางอากาศเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์รับประกันภัยสินค้าทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอย จำนวน ๑ หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน ๘๑๗ ชิ้น จากบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ที่จะถูกขนส่งโดยทางเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียไว้เป็นเงินจำนวน ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาระสำคัญว่า หากสินค้าที่ขนส่งดังกล่าวเสียหายหรือสูญหาย

โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัยในวงเงินที่โจทก์รับประกันภัยไว้ สินค้าดังกล่าวผู้เอาประกันภัยขายให้แก่บริษัทมัสท์ เมก เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ในราคา ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ขายซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ เพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อ ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้รับสินค้าครบถ้วนในสภาพเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ออกใบตราส่งให้ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ว่าจ้างจำเลยที่ ๒อีกทอดหนึ่งให้ขนส่งสินค้านั้นจากกรุงเทพมหานครไปเมืองกัวลาลัมเปอร์ โดยจำเลยที่ ๒ ได้รับสินค้าจากจำเลยที่ ๑ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

เครื่องบินที่ขนส่งสินค้าดังกล่าวเดินทางไปถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม๒๕๔๐ ปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งสูญหายไปทั้งหมดในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ ๒ ต่อมาผู้ขายเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ ผู้ขายซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวจึงเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชำระ โจทก์เห็นว่าความสูญหายของสินค้าที่เอาประกันภัยเป็นวินาศภัยที่โจทก์ต้องรับผิดชอบ จึงชำระค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ จำนวน ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือ๓๐๗,๒๙๔ บาท และรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

นับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปคือวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๗ เดือนเศษแต่โจทก์ขอคิดเพียง ๗ เดือน เป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน ๑๓,๔๔๔.๑๑ บาทรวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวนทั้งสิ้น ๓๒๐,๗๓๘.๑๑ บาทโจทก์มอบหมายให้ทนายความทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน๓๒๐,๗๓๘.๑๑ บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดขณะยื่นคำฟ้อง กรรมการผู้ลงชื่อไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโจทก์

จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ประกอบธุรกิจหรือมีนิติสัมพันธ์ร่วมกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้ร่วมกันรับขนสินค้าตามคำฟ้องช่วงใดช่วงหนึ่งจากเมืองต้นทางของผู้ส่งถึงเมืองปลายทางของผู้รับตราส่ง จำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขนส่งดังกล่าวในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือเฟรต ฟอร์เวิร์ดเดอร์ (Freight Forwarder) ซึ่งทำหน้าที่รับติดต่อจัดหา และจองระวางสินค้ากับผู้รับขนของทางอากาศ จัดทำและออกเอกสารประสานงาน อำนวยความสะดวก และดำเนินพิธีการทางศุลกากรเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่ง จำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่เพียงติดต่อ จัดหา และจองระวางสินค้ากับจำเลยที่ ๒ ผู้รับขนของหรือผู้ขนส่งทางอากาศ

จัดทำและออกใบตราส่งภายใต้อำนาจของจำเลยที่ ๒ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำใบตราส่งพร้อมสินค้าที่ขนส่งไปส่งมอบแก่จำเลยที่ ๒ และการดำเนินพิธีการทางศุลกากรแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวผู้ขายเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งสิ้น จำเลยที่ ๑ เรียกเก็บค่าระวางพาหนะจากผู้ส่งก็เพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ ได้รับเพียงค่าบำเหน็จบริการจากผู้ส่งเท่านั้นจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับการทวงถามให้ชดใช้ค่าเสียหายจากโจทก์ไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือจำเลยไม่ทราบและไม่รับรองว่าโจทก์เสียหายจริงหรือไม่ หากเสียหายจริงและหากศาลฟังว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางอากาศข้อจำกัดความรับผิดก็เป็นไปตามอนุสัญญาวอร์ซอร์ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน ๒๐ดอลลาร์สหรัฐ

ต่อ ๑ กิโลกรัม ตามที่ระบุไว้ด้านหลังใบตราส่ง สินค้าที่ขนส่งหนัก ๓.๕ กิโลกรัม จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดไม่เกินจำนวน ๗๑.๖๐ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกินจำนวน ๒,๘๖๔ บาท (๑ ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ๔๐ บาท) ซึ่งหากบริษัทผู้ขายประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกินข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าว ผู้ขายต้องจ่ายค่าระวางเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของผู้ขนส่งซึ่งถือว่าเป็นการสำแดงพิเศษของมูลค่าสินค้า แต่ผู้ขายก็มิได้จ่ายค่าระวางสินค้าที่ขนส่งเพิ่มขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ทราบดีว่าสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ มีเพียงใดและสิ้นสุดเมื่อใดซึ่งหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เสร็จสิ้นเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ติดต่อ จัดหา และจองระวางได้แล้ว แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ หลงข้อต่อสู้และไม่สามารถยื่นคำให้การได้มากไปกว่านี้ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ ๒ เสียหายไปตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ ด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์มิได้เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามคำฟ้องและยังมิได้ชดใช้ค่าเสียหาย จึงไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าว สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า ซึ่งตามกฎหมายจะต้องบอกราคาสินค้าขณะส่งมอบแก่ผู้ขนส่ง แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งราคาสินค้าขณะส่งมอบ

แม้หากจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับขนส่งจริง จำเลยที่ ๒ ก็ไม่ต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้านั้นนอกจากนี้สินค้าที่สูญหายไม่ได้มีราคา ๓๐๗,๒๙๔ บาท และโจทก์ก็ไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เอาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๙,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดประกอบกิจการประกันวินาศภัยทุกประเภทมีนายพงษ์ศักดิ์ วิสุทธิผล และนางนงลักษณ์ วิสุทธิผล เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัดตามหนังสือรับรองนิติบุคคลเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๓ ตามลำดับ โจทก์รับประกันภัยสินค้าทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอย จำนวน ๑ หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน ๘๑๗ ชิ้น ไว้จากบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัดซึ่งจะถูกขนส่งโดยทางเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย เป็นเงินประกันภัยจำนวน ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐโดยมีสาระสำคัญว่า

หากสินค้าดังกล่าวสูญหายหรือเสียหาย โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยตามจำนวนเงินที่รับประกันภัยไว้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมคำแปลและสำเนาใบกำกับสินค้าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๔ และ จ.๕ สินค้าดังกล่าวผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ขายได้ขายให้แก่บริษัทมัสท์เมก เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ขนส่งสินค้านั้นจากกรุงเทพมหานครไปเมืองกัวลาลัมเปอร์โดยทางเครื่องบินเพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อจำเลยที่ ๑ ตกลงรับขน เมื่อได้รับสินค้าไว้ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ ๑ได้ออกใบตราส่งทางอากาศ (Air Waybill) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ส่ง ตามใบตราส่งทางอากาศพร้อมคำแปลเอกสารหมาย

จ.๖ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ อีกทอดหนึ่ง ให้ขนส่งสินค้านั้นไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ เครื่องบินที่ขนสินค้าไปถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ ๓๐สิงหาคม ๒๕๔๐ ปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งสูญหายไปทั้งหีบห่อในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ ๒ ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง ตามสำเนาหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายพร้อมคำแปลเอกสารหมายจ.๗ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชดใช้โดยมีหนังสือแจ้งตอบมาว่าได้รับขนส่งสินค้าจริง กำลังตรวจสอบไปทางเมืองกัวลาลัมเปอร์ว่าสินค้าอยู่ที่ใด ตามสำเนาหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๘ ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์พิจารณาเห็นว่าสินค้าสูญหายไปทั้งหมดจริง จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยจำนวน๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน๒๖.๗๐ บาท

ต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท แล้วเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ ผู้เอาประกันภัยออกใบรับช่วงสิทธิให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน ตามใบรับช่วงสิทธิพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๙ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยเป็นต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จ่ายไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๗ เดือน เป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน ๑๓,๔๔๔.๑๑ บาทก่อนฟ้องคดีโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือเรียกร้องไปยังจำเลยที่ ๒ตามสำเนาหนังสือทวงถามพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๑๐ แต่จำเลยที่ ๒มีหนังสือแจ้งตอบมา ๒ ฉบับ โดยฉบับหลังแจ้งว่าจะชดใช้ให้จำนวน ๑๕,๐๐๐บาท ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.๑๑ และ

จ.๑๒ จำเลยที่ ๒ นำสืบว่า จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนขายพื้นที่ระวางสินค้าของจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ มอบใบตราส่งทางอากาศของจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ ไว้ เกี่ยวกับคดีนี้ บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัดจะส่งเครื่องประดับทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอยไปให้ผู้ซื้อที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ จึงว่าจ้างบริษัทเจเวล เอ็กซเพรส จำกัด ให้ส่งสินค้าดังกล่าว แต่เนื่องจากบริษัทเจเวล เอ็กซเพรส จำกัด ไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ และไม่มีใบตราส่งทางอากาศ บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่แฟคตอรี่ จำกัด จึงไปติดต่อให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการโดยแจ้งรายละเอียดของสินค้าว่าเป็นสินค้าใดให้จำเลยที่ ๑ ลงไว้ในใบตราส่ง

เว้นแต่น้ำหนักสินค้าและค่าธรรมเนียมซึ่งต้องชั่งน้ำหนักที่ที่ทำการของจำเลยที่ ๒ ก่อนจึงจะระบุลงไว้ ตามใบตราส่งทางอากาศพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.๖ในใบตราส่งนี้ไม่ได้บอกราคาสินค้าไว้ สินค้าที่ขนส่งไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งปกติจะไม่แนบใบกำกับสินค้าไปกับใบตราส่ง สินค้าดังกล่าวได้ถูกขนส่งไปถึงปลายทางที่เมืองกัวลาลัมเปอร์แล้ว แต่สินค้านั้นสูญหายไปเมื่อผู้รับตราส่งมาขอรับสินค้า ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ ๒ สิ้นสุดเมื่อสินค้าไปถึงปลายทางแล้ว ต่อจากนั้นเป็นความรับผิดชอบของทางมาเลเซียที่ต้องดูแลสินค้าเพื่อส่งมอบให้ผู้รับตราส่ง โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญารับขนของแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งก่อนมีการส่งสินค้า เพราะกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ ทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๐ แต่สินค้าสูญหายไปเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม๒๕๔๐ ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าทำสัญญาประกันภัย การรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ส่งสินค้าซึ่งทำด้วยทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน ๑ หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน ๘๑๗ ชิ้น ไปให้บริษัทมัสท์เมก เทรดดิ้ง จำกัด ลูกค้าที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทางเครื่องบินของจำเลยที่ ๒ เมื่อเครื่องบินขนสินค้ามาถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๐ ปรากฏว่าสินค้าได้สูญหายไปทั้งหีบห่อ โจทก์เคยมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ขอชดใช้ให้เป็นเงินจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ประเด็นแรกว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องไว้จากบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยและจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วหรือไม่ ในประเด็นนี้นางสาวมาลีตันฑ์วณิช ผู้จัดการฝ่ายรับประกันวินาศภัยของโจทก์เบิกความว่า โจทก์รับประกันภัยความเสียหายหรือสูญหายของสินค้าทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน ๑ หีบห่อ ซึ่งบรรจุสินค้าจำนวน ๘๑๗ ชิ้น จากบริษัท เอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ซึ่งจะขนสินค้าจากกรุงเทพมหานครไปเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยทางเครื่องบิน โดยรับประกันภัยไว้เป็นเงินจำนวน ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย

จ.๔ ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ขนส่งสินค้าที่เอาประกันภัยจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์โดยทางเครื่องบินเพื่อส่งมอบให้บริษัทมัสท์เมก เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ตกลงรับขนส่งสินค้าดังกล่าว ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ได้รับสินค้าไว้เรียบร้อยครบจำนวนแล้วได้ออกใบตราส่งทางอากาศให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ส่งตามเอกสารหมาย จ.๖ จากนั้นจำเลยที่ ๑ได้จ้างจำเลยที่ ๒ อีกทอดหนึ่งให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองกัวลาลัมเปอร์ เครื่องบินลำที่ขนส่งสินค้าดังกล่าวไปถึงเมืองกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๐ แต่ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวสูญหายไปทั้งหีบห่อในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ ๒ เมื่อสินค้าสูญหายบริษัทผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชดใช้ให้

บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องมายังโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โจทก์พิจารณาเห็นว่าสินค้าที่เอาประกันภัยสูญหายไปทั้งหมดจริง จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทดังกล่าวไปจำนวน ๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ๓๐๗,๒๙๔ บาท เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ แล้วบริษัทผู้เอาประกันภัยดังกล่าวได้ออกใบรับช่วงสิทธิให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย จ.๙เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความยืนยันว่าโจทก์ได้รับประกันภัยจากบริษัทเอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด พร้อมทั้งมีกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.๔ มาแสดง นอกจากนั้นเมื่อสินค้าได้สูญหายและโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว

บริษัท เอ็น.เอส.จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ได้ทำใบรับช่วงสิทธิในความสูญเสียลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ ตามเอกสารหมาย จ.๙ ให้โจทก์ ซึ่งถ้าหากมิได้มีการประกันภัยสินค้าทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอยจำนวน ๘๑๗ ชิ้นที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องกันไว้และมิได้มีการใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กันจริง โจทก์ก็คงจะไม่ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด ก็คงจะไม่ออกใบรับช่วงสิทธิในความสูญเสียให้โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่พอให้เชื่อว่าโจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ ให้บริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัด โดยไม่ได้มีการประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แล้วโจทก์สมคบกันกับบริษัทดังกล่าวโดยทุจริตยอมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้นไปเพียงเพื่อจะได้เข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทนั้นมาฟ้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งแต่อย่างใด

เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางอากาศตามคำฟ้องและได้จ่ายสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริงส่วนที่จำเลยที่ ๒ อ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้รับประกันภัยก่อนขนส่งสินค้าดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคดีนี้นั้น เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า เหตุที่วันที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ เป็นวันหลังจากวันที่ออกใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.๖ เพราะโจทก์ตกลงกับบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ซึ่งเป็นนายหน้ารับประกันภัยของโจทก์ว่า ให้ออกเอกสารแสดงการรับประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยไปก่อนและรวบรวมส่งให้โจทก์เป็นรายเดือน แล้วโจทก์ก็จะนำไปออกกรมธรรม์ประกันภัยฉบับสมบูรณ์คือเอกสารหมาย

จ.๔ ในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ แผ่นแรก ก็ระบุถึงวันที่บริษัทนายหน้าออกเอกสารไว้ว่า วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำการขนส่งดังที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.๖จากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเชื่อว่าบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัดรับประกันภัยสินค้าตามคำฟ้องไว้แทนโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่สินค้าที่เอาประกันภัย ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการย่อมมีความผูกพันต่อผู้เอาประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้านั้นที่จะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยสินค้าตามคำฟ้องที่ต้องสูญหายไปในระหว่างการขนส่งทางอากาศของจำเลยที่ ๒ ผู้ขนส่งโจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ ๒ผู้ขนส่งซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้านั้น

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ และที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่า เอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ เป็นเพียงสำเนาเอกสาร รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๙๓ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้คัดค้านไว้แล้วนั้น เห็นว่า นางสาวมาลีเบิกความตอบทนายจำเลยที่ ๒ ถามค้านว่า กรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔มีเอกสารแนบท้ายซึ่งเป็นของบริษัทนายหน้ารับประกันภัยของโจทก์ เอกสารที่แนบท้ายเอกสารดังกล่าวมีเพียงฉบับเดียว ดังปรากฏตามที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งบริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ได้ทำขึ้น กรมธรรม์ประกันภัยทำเป็นคู่ฉบับ ซึ่งเป็นต้นฉบับ ๒ ฉบับ และทำสำเนาหลายฉบับ ส่งไปให้ผู้เอาประกันภัย ๑ ฉบับ และตัวแทนรับประกันภัยของโจทก์ ๑ ฉบับ

ด้วยอันแสดงว่าเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.๔ บริษัทแองโกล อีสต์ ชัวตี้ จำกัด ได้ทำขึ้นเพียงฉบับเดียว ดังนั้น ต้นฉบับจึงต้องอยู่กับผู้เอาประกันภัย คือบริษัท เอ็น.เอส. จิวเวลรี่ แฟคตอรี่ จำกัดเพราะโจทก์ต้องส่งต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยพร้อมเอกสารแนบท้ายไปให้ผู้เอาประกันภัยด้วย โจทก์จึงเหลือเพียงต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.๔ อีก ๑ ฉบับ และสำเนาเอกสารที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.๔ ที่โจทก์ทำไว้เท่านั้น เหตุที่ต้นฉบับเอกสารที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.๔ มิได้อยู่ที่โจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์นำสำเนาเอกสารดังกล่าวมาสืบ และรับฟังสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สินค้าที่ขนส่งมีราคาเท่าใด และจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.๖ ในช่องลักษณะและจำนวนของสินค้า (รวมทั้งขนาดวัดและความจุ) แจ้งรายละเอียดว่าเป็นทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอย สินค้ามีขนาดวัด ๓๐ x ๓๐ x ๓๐ เซนติเมตร ต้นกำเนิดประเทศไทย ใบกำกับสินค้าเลขที่ เอ็ม เอ ๐๐๔/๙๗ และเมื่อพิจารณาประกอบกับใบกำกับสินค้าเลขที่ เอ็มเอ ๐๐๔/๙๗ ตามเอกสารหมาย จ.๕แล้วปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวระบุรายละเอียดว่า รวมราคาสินค้าส่งถึงบนเครื่องบิน กรุงเทพฯ จำนวน ๘๑๗ ชิ้น น้ำหนัก ๑,๙๓๑ กรัม

จำนวน๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ จึงเชื่อว่าราคาสินค้าที่ขนส่งเป็นเงินจำนวน๑๑,๕๑๐.๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ จริง ตามใบตราส่งทางอากาศเอกสารหมายจ.๖ ที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่าสินค้ามีราคาเพียง๑๕,๐๐๐ บาท ตามราคาที่จำเลยที่ ๒ เสนอชดใช้ให้โจทก์นั้น ปรากฏว่าสินค้าที่สูญหายไปเป็นทอง ๑๘ เค ประดับด้วยเพชรพลอยซึ่งเป็นของมีค่าและมีจำนวน๘๑๗ ชิ้น มีน้ำหนักถึง ๑,๙๓๑ กรัม ซึ่งย่อมจะต้องมีราคาสูง ข้ออ้างของจำเลยที่ ๒ จึงรับฟังไม่ได้เพราะขัดต่อเหตุผล เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้ทำให้สินค้าอันเขาได้มอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายไป จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อผู้ส่งซึ่งเอาประกันภัยสินค้านั้นไว้แก่โจทก์ตามราคาสินค้าที่ขนส่งที่แท้จริง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์นั้นปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน๓๐๗,๒๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปคือวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๑ จนถึงวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ อันเป็นวันฟ้องเป็นเวลา ๗ เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง ๗ เดือน ไม่ขอคิดดอกเบี้ยในเศษ ๑๓ วัน ด้วย เป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน ๑๓,๔๔๔.๑๑ บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๓๒๐,๗๓๘.๑๑ บาท และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๒๐,๗๓๘.๑๑ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาท เป็นเวลา ๑๓ วัน ซึ่งโจทก์มิได้ขอให้จำเลยที่ ๒ ชำระรวมเข้าไปด้วย อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๓๒๐,๗๓๘.๑๑บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๒๙๔ บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายวันชัย ศศิโรจน์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้