Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3793/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นวิศวกรผู้คำนวณโครงสร้างการรับน้ำหนักของอาคารจำเลยที่ 9 ในการปลูกสร้างย่อมต้องทราบดีอยู่แล้วว่าอาคารดังกล่าวได้กำหนดการรับน้ำหนักไว้เพียง 4 ชั้นรวมชั้นใต้ดิน แต่จำเลยที่ 1 กลับมาคำนวณออกแบบต่อเติมอาคารโดยที่ทราบดีอยู่แล้วว่าอาคารเดิมรับน้ำหนักส่วนที่ต่อเติมไม่ได้และยังใช้ฐานรากและเสาในแนวซีซึ่งออกแบบให้รับน้ำหนักไว้เพียง 2 ชั้นเป็นจุดเชื่อมต่ออาคารเดิมและอาคารที่ต่อเติม ทำให้น้ำหนักของอาคารทั้งหมดถ่ายเทลงสู่เสาและฐานรากในแนวซีให้ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเบิกความและยอมรับในฎีกาว่าได้ดูแบบแปลนของอาคารเดิมดูสภาพของอาคารที่มีอยู่เดิมและทราบว่าเสาในแนวซีต้นที่ 176 มีขนาด และส่วนประกอบผิดไปจากแปลน เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามวิธีการอันพึงกระทำในการออกแบบเพราะเดิมจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ออกแบบ เมื่อพบเห็นสภาพอาคารก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนเช่นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาข้อมูลที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุดว่าโครงสร้างอาคารเดิมมั่นคงแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักอาคารในส่วนที่ต่อเติมได้อีกหรือไม่ โดยการสอบถามหรือขอข้อมูลเดิมจากสถาปนิกและวิศวกรที่ออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารเดิม แต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุที่อาคารจำเลยที่ 9 พังทลายจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายก็เป็นเพราะจำเลยที่ 1 คำนวณออกแบบโครงสร้างและการรับน้ำหนักของอาคารไว้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง การกระทำของจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบกับมาตรา 238 กรรมการของจำเลยที่ 9 ตลอดจนจำเลยที่ 15 มิได้เป็นวิศวกร ย่อมไม่อาจทราบถึงความมั่นคงแข็งแรงของอาคารจำเลยที่ 9 ว่าจะต่อเติมได้หรือไม่และใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าการประกอบกิจการโรงแรมต้องต่อใบอนุญาตทุกปีและจำเลยที่ 9 ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงแรมตลอดมา ก่อนออกใบอนุญาตในแต่ละปีจะมีเจ้าพนักงานทั้งของเทศบาลและของจังหวัดมาตรวจสอบอาคารในด้านความมั่นคงปลอดภัย ความสะอาด การระบายอากาศและสุขอนามัย ซึ่งเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่เคยทักท้วงว่าอาคารจำเลยที่ 9 ไม่มั่นคงปลอดภัยแต่อย่างใด ประกอบกับกรรมการของจำเลยที่ 9 ตลอดจนจำเลยที่ 15 ล้วนแต่ทำงานหรือใช้ประโยชน์อยู่ในอาคารดังกล่าวทั้งสิ้นหากทราบว่าอาคารไม่มั่นคงปลอดภัยย่อมจะไม่มีผู้ใดยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปทำงานหรือใช้ประโยชน์ในอาคารจำเลยที่ 9 อย่างแน่นอน เพราะทุกคนย่อมรักชีวิตของตนยิ่งกว่าผลประโยชน์รายได้ทางธุรกิจ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จึงยังมีความสงสัยตามสมควรตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง การตรวจคำขอก่อสร้างหรือต่อเติมอาคารนั้นพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 28 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้คำนวณแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลนและรายการคำนวณที่ได้ยื่นมาพร้อมคำขอตามมาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพวิศวกรรมให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพิจารณาแต่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรายละเอียดตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคำขอก่อสร้างต่อเติมอาคารของจำเลยที่ 9 มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวิศวกรที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเป็นผู้ออกแบบคำนวณโครงสร้างและลงชื่อรับรองมาด้วย จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมไม่จำต้องตรวจแบบแปลนหรือรายการคำนวณโครงสร้างเพื่อให้ทราบว่าโครงสร้างอาคารเดิมมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักอาคารส่วนต่อเติมได้หรือไม่ เพราะเป็นรายละเอียดตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ทั้งจำเลยที่ 1 ยังบันทึกหมายเหตุไว้ในใบปะหน้าการคำนวณว่าได้ทำการตรวจสอบดูแล้วฐานรากและส่วนของอาคารเดิมสามารถรับน้ำหนักส่วนต่อเติมได้มาแสดงด้วย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ตรวจคำขอต่อเติมอาคารจำเลยที่ 9 และทำความเห็นเสนอต่อจำเลยที่ 7 และที่ 8 ว่าควรอนุญาตให้จำเลยที่ 9 ต่อเติมอาคารได้ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปโดยชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 7 และที่ 8 นั้น ได้พิจารณาและสั่งอนุญาตให้ต่อเติมได้ตามความเห็นที่เสนอขึ้นมาโดยชอบของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ทั้งไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นเจตนาพิเศษซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ย่อมไม่มีความผิดตามกฎหมายดังกล่าว พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 28 กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพิจารณาแต่เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดตามหลักวิศวกรรมศาสตร์โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งในการคำนวณเกี่ยวกับรายละเอียดของวิศวกรรมนั้นวิศวกรผู้คำนวณและออกแบบจะต้องปฏิบัติตามค่ากำหนดที่ปรากฏในกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2527) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ ส่วนวิศวกรของเทศบาลผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบทางด้านวิศวกรรมนั้นไม่ต้องตรวจในรายละเอียดของหลักวิศวกรรมศาสตร์ เพียงแต่ต้องตรวจและพิจารณาว่ามีการปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เมื่อพิจารณาถึงหลักการและเหตุผลในการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 แล้ว เป็นการออกมาเพื่อรองรับมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แม้กฎกระทรวงดังกล่าวจะไม่ได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 28 ก็ตาม โจทก์จะอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ตรวจพิจารณาคำขออนุญาตดัดแปลง ต่อเติมอาคารของจำเลยที่ 9 ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงรองรับ จึงไม่อาจนำความในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาใช้ไม่ได้ จำเลยที่ 1 เป็นวิศวกรผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ย่อมมีความรู้ความชำนาญในการออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารอันเป็นที่เชื่อถือแก่บุคคลทั่วไป การที่จำเลยที่ 1 รับจ้างออกแบบคำนวณต่อเติมและควบคุมการก่อสร้างต่อเติมอาคารเกิดเหตุ ซึ่งเป็นโรงแรมอันเป็นอาคารสาธารณะที่มีประชาชนจำนวนมากมาใช้บริการ จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นเป็นพิเศษตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ โดยต้องออกแบบและคำนวณโครงสร้างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่จำเลยที่ 1 กลับประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโดยไม่ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและออกแบบไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันเป็นเหตุให้อาคารเกิดเหตุพังทลายทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พฤติการณ์และสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 จึงร้ายแรงสมควรลงโทษสถานหนัก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 เวลากลางวัน อาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าซึ่งเป็นที่ตั้งของจำเลยที่ 9 เกิดการวิบัติพังทลายเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตได้รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทำและละเว้นการกระทำของจำเลยทั้งสิบห้ากับพวก กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้มีวิชาชีพช่างในสาขาวิศวกรรมโยธาสามัญและสาขาสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทภาคีสถาปนิก สาขาสถาปัตยกรรมหลักเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ คำนวณ ควบคุมดัดแปลงการก่อสร้างวางโครงสร้างการก่อสร้าง ให้คำปรึกษา ซ่อมแซม รื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้มีวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทสามัญสถาปนิก

สาขาสถาปัตยกรรมหลักเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมเพื่อใช้ในการก่อสร้าง อำนวยการก่อสร้าง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำเลยที่ 3 เมื่อปี 2533 เป็นพนักงานเทศบาลตำแหน่งวิศวกรโยธาเทศบาลเมืองนครราชสีมา มีหน้าที่สำรวจออกแบบจัดทำโครงการทางด้านวิศวกรรม กำหนดรายการก่อสร้าง ควบคุมงานก่อสร้างทดสอบวิเคราะห์วิจัยวัสดุการก่อสร้างเกี่ยวกับอาคารและสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีผู้ขออนุญาตภายในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2526 ถึง 2533 เป็นพนักงานเทศบาล ตำแหน่งหัวหน้างานวิศวกรรมกองช่าง เทศบาลเมืองนครราชสีมา มีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบงานวิศวกรรมทั้งหมดในกองช่าง

เทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยเฉพาะตรวจแบบอาคารทางด้านวิศวกรรม ตรวจสอบโครงสร้าง ตรวจสอบทางด้านวิศวกรรมเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 8เมื่อปี 2533 ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีเทศบาลเมืองนครราชสีมาฝ่ายโยธา ได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีให้มีหน้าที่ควบคุม ตรวจตรา รับผิดชอบ อนุมัติงานของกองช่าง เทศบาลเมืองนครราชสีมา เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุญาตให้ก่อสร้าง ดัดแปลงต่อเติม รื้อถอน เคลื่อนย้ายอาคารในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมาและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย จำเลยที่ 9 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงแรม

คอฟฟี่ช็อฟ อาบอบนวด และอื่น ๆโดยมีจำเลยที่ 10 ถึงที่ 14 กับพวก เป็นกรรมการบริหาร มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 9 จำเลยที่ 15 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 9 มีหน้าที่ควบคุมบริหาร ตรวจสอบอาคารและงานทั้งหมดของโรงแรมรอยัลพลาซ่าเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2534 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกซึ่งมีวิชาชีพดังกล่าวได้ร่วมกันก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลงอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) เป็นอาคาร 6 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการอันพึงกระทำกล่าวคือ ในการก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงอาคารเมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันทำคำรับรองเป็นเอกสารแบบแปลนการก่อสร้าง และรายการคำนวณอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าเดิม ซึ่งได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเมื่อปี 2526 และ 2528 ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อขออนุญาตก่อสร้างต่อเติมเป็นเท็จ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันเขียนแบบแปลนและรายการคำนวณขึ้นใหม่

ไม่ตรงกับแบบแปลนและรายการคำนวณก่อสร้างเดิมที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเมื่อปี 2526 เกี่ยวกับขนาดตำแหน่งของเสาและฐานราก ซึ่งเป็นสาระสำคัญของอาคารโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เทศบาลเมืองนครราชสีมา ผู้อื่นและประชาชนอีกทั้งในการก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกก็ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการอันพึงกระทำโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันออกแบบควบคุมก่อสร้างอาคารดังกล่าวโดยไม่เสริมโครงสร้างฐานรากและเสาในอาคารเดิม ไม่ทำฐานรากและเสาเพิ่มให้เพียงพอที่จะรับน้ำหนักของอาคารที่ต่อเติมให้อยู่ในภาวะที่ปลอดภัยแก่การใช้งาน

ทำให้โครงสร้างเสาและฐานรากของอาคารไม่มั่นคงและแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของอาคารได้โดยปลอดภัย ค่าของความปลอดภัยของเสาและฐานรากต่ำกว่ามาตรฐาน เสาของอาคารหมิ่นเหม่ต่อการวิบัติด้วยตนเองตลอดเวลา อันสืบเนื่องจากความเครียดของระบบโครงสร้างและเสาในอาคารจนกระทั่งวันที่ 13 สิงหาคม 2536 เสาในอาคารจึงหักพังโดยตนเองทำให้เกิดแรงดึงกระชากโครงสร้างของอาคารอย่างรุนแรงและฉับพลัน อาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าจึงถล่มพังทลายลงเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในอาคารขณะนั้นถูกวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เช่นเหล็ก คอนกรีต อิฐ คาน เสาและเพดานทับเสียชีวิตรวม 136 ราย ได้รับอันตรายสาหัสเสียอวัยวะ ทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

รวม 36 ราย และได้รับอันตรายแก่กายรวม 124 ราย ตามรายชื่อผู้เสียชีวิตรายงานการชันสูตรพลิกศพ บัญชีรายชื่อผู้ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายและรายงานการชันสูตรบาดแผลเอกสารท้ายฟ้อง จากการปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ดังกล่าว อันทำให้จำเลยที่ 9ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างต่อเติมอาคาร และจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกควบคุมและก่อสร้างอาคารซึ่งไม่ถูกต้องตามแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ทำให้อาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าพังทลาย มีผู้เสียชีวิตได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2536 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 9 และในฐานะส่วนตัวได้กระทำโดยประมาท

กล่าวคือ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 9 ครั้งที่ 7/2533 และ 8/2533 เมื่อวันที่ 4เมษายน 2533 และวันที่ 18 เมษายน 2533 จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ได้ร่วมกับพวกประชุมและมีมติให้ทำการก่อสร้างต่อเติม ดัดแปลงอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าจากอาคาร 3 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) เป็นอาคาร 6 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน)โดยจำเลยดังกล่าวกับพวกรู้อยู่แล้วว่าโครงสร้างฐานรากและเสาของอาคารรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 3 ชั้น และการก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงอาคารเป็น 6 ชั้นดังกล่าวไม่มีการเสริมโครงสร้าง ฐานรากและเสาเพื่อรับน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักการใช้งานของอาคารที่เพิ่มขึ้นอีก 3 ชั้น ทำให้โครงสร้าง ฐานรากและเสาต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการต่อเติมเป็นอันมาก ในภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของบุคคลซึ่งประกอบกิจการโรงแรมและสถานบริการอันเป็นอาคารสาธารณะจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของสาธารณชนผู้มาใช้บริการเป็นพิเศษ ซึ่งจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 กับพวกอาจใช้ความระมัดระวังในการก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงอาคารได้ โดยหยุดกิจการชั่วคราวแล้วให้วิศวกรสถาปนิกออกแบบ

ควบคุมและก่อสร้างอาคารให้มีความปลอดภัยโดยเสริมโครงสร้างฐานรากและขนาดของเสาในอาคารเดิมให้เพียงพอกับการรับน้ำหนักของอาคารเดิมและอาคารที่ก่อสร้างใหม่ แต่จำเลยดังกล่าวกับพวกหาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับมีมติให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกดำเนินการออกแบบก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลงอาคารโดยไม่มีการเพิ่มโครงสร้างฐานรากและเสาและไม่หยุดกิจการระหว่างมีการต่อเติมจนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 แล้วจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 กับพวกก็ใช้อาคารดังกล่าวในการประกอบธุรกิจโรงแรมและสถานบริการ ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2526)ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองต้องดูแลรักษาและซ่อมแซมอาคารให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัยและมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ

ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินตลอดเวลาที่ใช้อาคารนั้น จำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 กับพวกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว แต่หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ โดยจำเลยที่ 9ถึงที่ 15 กับพวกทราบอยู่แล้วว่าอาคารดังกล่าวไม่มีความปลอดภัยทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ควรต้องใช้อย่างระมัดระวังและรักษาซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัย แต่กลับดำเนินการเพิ่มน้ำหนักและความสั่นสะเทือนของอาคารโดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่มีน้ำหนักมาก และเพิ่มจำนวนห้องใช้ประโยชน์ของอาคาร ทำให้น้ำหนักของอาคารเพิ่มมากกว่าปกติเพราะการใช้อาคารดังกล่าวทำให้มีรอยร้าวของผนังและพื้นหลายแห่งและมีน้ำซึมที่พื้นใต้ดินของอาคาร อันเป็นอาการบอกเหตุและบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติในอาคารเกิดขึ้นจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 กับพวกได้พบเห็นแล้วควรจะแจ้งเหตุความผิดปกติให้วิศวกรหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบแก้ไข แต่จำเลยดังกล่าวกับพวกกลับเห็นแก่ประโยชน์ทางธุรกิจ

ไม่ดำเนินการแก้ไขจนในที่สุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 อาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าก็ได้พังทลายลงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าวข้างต้น เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 227, 238, 269 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 5, 8, 27 ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496มาตรา 44 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 27 ลงโทษจำเลยที่ 9 ถึงที่ 15 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 5, 8 และห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กับห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในเวลา 5 ปี

นับแต่วันพ้นโทษจำเลยทั้งสิบห้าให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227 ประกอบด้วยมาตรา 238 วรรคแรกและวรรคสอง, 269 วรรคแรกจำเลยที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300, 390, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันพึงกระทำ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายสาหัสลงโทษฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันพึงกระทำเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี

ฐานประกอบวิชาชีพวิศวกรรมทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 20 ปี การกระทำของจำเลยที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ปรับจำเลยที่ 9 เป็นเงิน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 11ถึงที่ 15 คนละ 6 ปี คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และจำเลยที่ 10โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพสถาปัตยกรรมมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50 กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15เสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และโจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 ส่วนจำเลยที่ 2ที่ 11 และที่ 13 โจทก์ไม่ฎีกา

คดีสำหรับจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอันยุติศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าของจำเลยที่ 9 ที่เกิดเหตุคดีนี้ตั้งอยู่ตำบลในเมืองอำเภอเมืองนครราชสีมา ระหว่างถนนจอมสุรางค์ยาตร์กับถนนโพธิ์กลาง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กมีชั้นใต้ดินหันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก เดิมได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดิน) หลังคาดาดฟ้าใช้เป็นสถานอาบอบนวดมีปีกด้านทิศเหนือเป็นอาคารชั้นเดียว หลังคากระเบื้องใช้เป็นสถานที่เต้นรำ (ดิสโก้เธค) ปีกด้านทิศใต้เป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคากระเบื้องชั้นล่างใช้เป็นคอฟฟี่ช๊อพหรือห้องอาคาร ชั้นบนใช้เป็นห้องประชุมตามแบบแปลนเอกสารหมาย

จ.42 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบคำนวณโครงสร้างการก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2526 ทยอยเสร็จเป็นส่วน ๆ เริ่มจากปีกด้านทิศเหนือเสร็จก่อนเมื่อปลายปี 2526 จากนั้นเป็นปีกด้านทิศใต้ ส่วนกลางเสร็จในปี 2527 เมื่ออาคารส่วนไหนสร้างเสร็จจำเลยที่ 9 ก็ใช้อาคารส่วนนั้นดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ทันที แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 9 ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินกิจการอาบอบนวดได้น้อยกว่าจำนวนห้องที่ทำไว้ จำเลยที่ 9 จึงใช้ห้องอาบอบนวดส่วนที่เหลือทำเป็นห้องพักเปิดดำเนินกิจการด้านโรงแรมควบคู่ไปด้วย และจำเลยที่ 9 ได้ดัดแปลงต่อเติมอาคารต่อจากแบบแปลนตามเอกสารหมาย จ.42 ออกไปอีก 2 ส่วน คือดัดแปลงต่อเติมปีกทางด้านทิศใต้ขึ้นไปในแนวดิ่งจนเป็นอาคาร 3 ชั้น

หลังคาดาดฟ้าใช้พื้นที่ชั้น 2 ซึ่งเดิมทำเป็นห้องประชุมกับพื้นที่ชั้น 3 ที่ต่อเติมขึ้นใหม่เป็นห้องพักโรงแรมตามแบบแปลนเอกสารหมาย จ.37กับก่อสร้างต่อเติมอาคาร 2 ชั้น หลังคากระเบื้องต่อจากปีกทางด้านทิศใต้ออกไปในแนวราบต่อเชื่อมกับอาคารเดิมโดยชั้นล่างทำเป็นห้องล็อบบี้โรงแรม ชั้นบนทำเป็นห้องประชุมชื่อห้องเบญจมาศตามแบบแปลนเอกสารหมาย จ.36 การก่อสร้างต่อเติมดังกล่าวทั้งสองส่วนได้กระทำต่อเนื่องไปทันทีที่ก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนเอกสารหมาย จ.42 เสร็จแล้วจำเลยที่ 9 จึงได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงต่อเติมอาคารส่วนดังกล่าวในภายหลังตามเอกสารหมาย จ.97 และ จ.84 ซึ่งเทศบาลเมืองนครราชสีมาก็ออกใบอนุญาตให้ในปี 2528 ตามเอกสารหมาย

จ.100และ จ.83 จำเลยที่ 9 ได้ใช้อาคารดังกล่าวดำเนินกิจการต่าง ๆ เรื่อยมาโดยมีห้องพักโรงแรมอยู่ 62 ห้อง ปรากฏว่ากิจการประสบภาวะขาดทุนต้องกู้หนี้ยืมสินตกเป็นลูกหนี้บุคคลอื่นหลายราย แล้วปี 2529 ก็ถูกบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด เจ้าหนี้รายใหญ่ยึดทรัพย์อุปกรณ์เครื่องใช้ทำให้ต้องหยุดกิจการไปปีเศษ จนกระทั่งมีการเจรจาตกลงกันจึงได้เปิดดำเนินกิจการใหม่ในปี 2530 หลังจากจำเลยที่ 15 เข้ามาเป็นผู้จัดการทั่วไปแล้วจำเลยที่ 15ได้ปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลและการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 9 ใหม่โดยเน้นหนักไปทางด้านโรงแรม ทำให้กิจการของจำเลยที่ 9 ดีขึ้น ปี 2532จำเลยที่ 15 จึงเสนอให้เพิ่มห้องพักโรงแรมโดยการต่อเติมอาคารต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 9 ที่ประชุมเห็นชอบและว่าจ้างให้จำเลยที่ 1ออกแบบจำเลยที่ 1 ได้ออกแบบต่อเติมอาคารที่มีอยู่เดิมขึ้นไปในแนวดิ่งให้เป็นอาคาร 6 ชั้น และก่อสร้างอาคารลิฟต์เชื่อมต่อกันทางด้านทิศใต้ตามแบบแปลนเอกสารหมาย

จ.50 โดยจำเลยที่ 1 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบคำนวณโครงสร้าง และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นสถาปนิก วันที่ 20 เมษายน 2533 จำเลยที่ 9 ได้นำแบบแปลนดังกล่าวไปยื่นขออนุญาตดัดแปลงต่อเติมอาคารต่อเทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานการก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.53เมื่อคำขออนุญาตของจำเลยที่ 9 เข้าสู่การพิจารณาของจำเลยที่ 3 ในวันที่ 18พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกให้นำรายละเอียดแบบแปลนเดิมที่ผ่านการอนุญาตให้ก่อสร้างจากทางเทศบาลมาประกอบการพิจารณาตามเอกสารหมาย จ.49 แผ่นที่ 2 หรือ ล.37 แผ่นที่ 6 แล้วมอบแบบแปลนคืนให้จำเลยที่ 9นำไปแก้ไขเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2533 ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 9ได้นำแบบแปลนมายื่นใหม่โดยมีการเขียนแผ่น

เอส-02 แดท (S - 02) เพิ่มเติมเข้ามา กับมีหนังสือรับรองความสามารถการรับน้ำหนักของฐานรากอาคารเดิมของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.131 หรือ ล.31 หรือ ล.90 และหนังสือรับรองความสามารถ การรับน้ำหนักของดินใต้ฐานรากของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมาตามเอกสารหมาย ล.72 มาแสดง และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกหมายเหตุลงในใบปะหน้ารายการคำนวณว่าวิศวกรได้ตรวจสอบความสามารถการรับน้ำหนักของเสาชั้นล่างและฐานรากแล้วว่าสามารถรับน้ำหนักส่วนต่อเติมได้พร้อมกับแสดงรายการทดสอบการรับน้ำหนักของดินใต้ฐานรากแล้วตามเอกสารหมาย ล .35จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ลงความเห็นว่ามีการแก้ไขถูกต้องแล้ว โดยจำเลยที่ 3 บันทึกลงในทะเบียนตรวจแบบ

กองช่างว่าแก้ไขถูกต้องตามเอกสารหมาย จ.51จำเลยที่ 4 ลงชื่อในรายการตรวจแบบของฝ่ายแบบแผนและก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.49 แผ่นที่ 2 แล้วจำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ได้ทำความเห็นว่าควรอนุญาต เสนอจำเลยที่ 8 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยที่ 8 ก็มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 9 ดัดแปลงต่อเติมอาคารตามที่ขอได้ตามเอกสารหมาย จ.52จากนั้นจำเลยที่ 9 ได้ว่าจ้างให้บริษัทโคราชโฮมแลนด์ จำกัด ก่อสร้างต่อเติมโดยให้จำเลยที่ 15 เป็นผู้ประสานงาน การก่อสร้างต่อเติมดังกล่าวทำเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 โดยมีการก่อสร้างผิดจากแบบแปลนเอกสารหมาย จ.51ไป 2 รายการ คือเปลี่ยนจากการใช้แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปแบบฮอลโลว์ คอร์(HOLLOW CORE) เป็นใช้แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปแบบคานรูปตัวที (T

- BEAM)แทน กับเปลี่ยนแปลงพื้นที่ห้องครัวในชั้นที่ 4 เป็นห้องพักโรงแรม 9 ห้อง เพื่อให้มีห้องพักครบ 150 ห้องโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการของจำเลยที่ 9 และจำเลยที่ 1 ให้เขียนแบบขยายก่อสร้างชั้น 2 ชั้น 3 บริเวณเหนือห้องล็อบบี้โดยสร้างเสาแอบขึ้นทางด้านทิศเหนือ ตั้งอยู่บนคานรับพื้น ระหว่างก่อสร้างจำเลยที่ 9คงดำเนินกิจการในอาคารเดิมต่อไป และจ้างให้บริษัทสีมาครีเอท กรุ๊ป จำกัดตกแต่งห้องพัก ห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุม ห้องคอฟฟี่ช็อพ ห้องล็อบบี้กับจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนวมงคลติดตั้งเครื่องปรับอากาศระบบใหญ่อันประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็น 2 ชุดน้ำหนักชุดละ 1,500 กิโลกรัม และเครื่องส่งลมเย็น 4 ชุดน้ำหนักชุดละ 700 ถึง 800 กิโลกรัม

ก่อสร้างต่อเติมเสร็จแล้วจำเลยที่ 9 ได้ใช้อาคารประกอบกิจการตลอดมาแล้วเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 9 ก็ว่าจ้างให้บริษัทสีมาครีเอท กรุ๊ป จำกัดตกแต่งห้องคอฟฟี่ช็อพอีก ครั้นวันที่ 13 สิงหาคม2536 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ขณะที่การตกแต่งดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าของจำเลยที่ 9 ก็พังทลายลง คงเหลืออยู่เฉพาะอาคารลิฟต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.109 และ จ.152 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 136คนได้รับอันตรายสาหัส 36 คน และได้รับอันตรายแก่กายอีก 124 คน โดยการพังทลายดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นที่เสาชั้นล่าง ซึ่งเป็นชั้นที่เสาต้องรับน้ำหนักมากที่สุด บริเวณแนวซี (C) ในแบบแปลนแสดงเสาชั้นที่ 1 (ชั้นล่าง) ในเอกสารหมาย จ.73 แผ่นที่ 9 หรือแนวซี (C) ในแบบแปลนเอกสารหมาย

จ.50 แผ่นเอ - 03 (A - 03) ซึ่งเป็นแนวต่อเชื่อมระหว่างห้องคอฟฟี่ช็อฟกับห้องล็อบบี้ที่จำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างต่อเติมส่วนบนในชั้นที่ 2 และที่ 3 โดยวิธีทำเสาแอบก่อนโครงสร้างของอาคารเกิดเหตุเดิมเป็นโครงสร้างสำหรับอาคารเพียง 3 ชั้น การที่จำเลยที่ 1 ออกแบบให้มีการต่อเติมเป็น 6 ชั้นโดยไม่มีการเสริมความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง และทำบันทึกว่าได้ตรวจสอบความสามารถการรับน้ำหนักของเสาชั้นล่างและฐานรากแล้วสามารถรับน้ำหนักส่วนที่จะต่อเติมได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ และทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่บุคคลอื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 และ 269ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่าการพังทลายของอาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่าเกิดขึ้นเพราะการออกแบบต่อเติมผิดพลาดของจำเลยที่ 1 อันทำให้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ของจำเลยที่ 1 เข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 238 หรือไม่ และจำเลยอื่น

ๆ ที่โจทก์ฎีกามีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ สมควรลงโทษเพียงใดที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับว่าเสาในแนวซีมีค่าความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐาน การที่นายฤทธิชัย แปดด่านจาก ทนายจำเลยที่ 1 เขียนอุทธรณ์รับว่าเสาในแนวซีมีความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐานนั้นเป็นการจงใจให้ร้ายและหักหลังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ว่าจ้างนายฤทธิชัยเป็นทนายความ แต่ว่าจ้างนายสืบสุข วิสุทธิกุล เป็นทนายความ อุทธรณ์ที่นายฤทธิชัยเขียนจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความ ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 ตามเอกสารอันดับที่ 1012 ในสำนวนแต่งให้นายฤทธิชัย แปดด่านจาก เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้และให้มีอำนาจว่าต่างแก้ต่าง

ฟ้อง ถอนฟ้อง ประนีประนอมยอมความ ใช้หรือสละสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา ขอพิจารณาใหม่ ดังนั้น การที่นายฤทธิชัยในฐานะทนายจำเลยที่ 1 เรียงอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความ ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อาจหยิบยกขึ้นมาปฏิเสธดังที่กล่าวอ้างในฎีกาได้ หากจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างใดจากการกระทำดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 พึงดำเนินการต่อนายฤทธิชัยเป็นเรื่องต่างหากซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 ยอมรับในอุทธรณ์ว่าการออกแบบต่อเติมของจำเลยที่ 1 ทำให้เสาอาคารจำเลยที่ 9 ชั้นล่างในแนวซีซึ่งเป็นบริเวณที่เริ่มพังทลาย มีค่าความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐานคือ 2 จริง และจากคำเบิกความของนายประกอบ

วิโรจนกูฎ และพันเอกชูชัย สินไชย พยานโจทก์ได้ความสอดคล้องต้องกันว่า เสาในแนวดังกล่าวด้านอื่นกับเสาบริเวณใกล้เคียงมีค่าความปลอดภัยอยู่ระหว่าง 1.6 ถึง 1.8 ส่วนเสาต้นหมายเลข 176 ตามเอกสารหมาย จ.73 แผ่นที่ 7 มีค่าความปลอดภัยเพียง 1.12 (ตามเอกสารหมาย จ.73 เพียง 1.05) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานมากหมิ่นเหม่ต่อการวิบัติ เสาที่หมิ่นเหม่ต่อการวิบัติหรือเสาที่ต้องแบกรับน้ำหนักมาก ๆ จะเกิดความเครียด นาน ๆ เข้าจะเกิดความล้าอาจวิบัติได้เองโดยกาลเวลา เช่นเดียวกับคนที่ต้องแบกของหนักจนเกือบเต็มกำลังความสามารถ เมื่อแบกไปนาน ๆ จะเกิดความล้าแบกต่อไปไม่ไหว หรือเมื่อมีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริมทำให้ต้องรับน้ำหนักจนเกินขีดความสามารถเสานั้นก็จะวิบัติ

นายประกอบและคณะได้ทำรายงานผลการวิเคราะห์การวิบัติของอาคารจำเลยที่ 9 ไว้โดยละเอียดตามเอกสารหมาย จ.73โดยระบุว่าเหตุที่ทำให้เกิดวิบัติน่าจะเป็นการเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการคำนวณออกแบบมากที่สุด นอกจากนี้ยังปรากฏว่าอาคารจำเลยที่ 9 ได้มีการคำนวณออกแบบก่อสร้างไว้เพียง 4 ชั้น รวมชั้นใต้ดินเท่านั้นตามเอกสารหมาย จ.42และ จ.49 และรายการคำนวณโครงสร้างเอกสารหมาย จ.75 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นรายการคำนวณโครงสร้างการรับน้ำหนักของอาคารจำเลยที่ 9 ปี 2526นายเทอดทูล ขำวิลัย พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เขียนแบบเอกสารหมาย จ.42 และนายวิชัย วิพัฒน์เกษมสุข ก็เบิกความยืนยันว่าการก่อสร้างอาคารจำเลยที่ 9เอกสารหมาย จ.42 ได้ออกแบบก่อสร้างและได้อนุญาตให้ปลูกสร้างเพียงจำนวน4 ชั้น

รวมชั้นใต้ดินเท่านั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้คำนวณโครงสร้างการรับน้ำหนักของอาคารจำเลยที่ 9 ในการปลูกสร้างเมื่อปี 2526 ย่อมต้องทราบดีอยู่แล้วว่าอาคารจำเลยที่ 9 ได้กำหนดการรับน้ำหนักไว้เพียง 4 ชั้น รวมชั้นใต้ดินแต่จำเลยที่ 1 กลับมาคำนวณออกแบบต่อเติมอาคารจำเลยที่ 9 ในปี 2533ตามเอกสารหมาย จ.50 โดยที่ทราบดีอยู่แล้วว่าอาคารเดิมรับน้ำหนักส่วนที่ต่อเติมไม่ได้ จำเลยที่ 1 กลับใช้ฐานรากและเสาในแนวซีซึ่งเป็นฐานรากและเสาแนวที่ 14 ที่เป็นแนวสุดท้ายตามแบบแปลน ปี 2526 ซึ่งออกแบบให้รับน้ำหนักไว้เพียง 2 ชั้น เป็นจุดเชื่อมต่ออาคารเดิมและอาคารที่ต่อเติมในปี 2533 จึงทำให้น้ำหนักของอาคารทั้งหมดถ่ายเทลงสู่เสาและฐานรากในแนวซีให้ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ประกอบทั้งเสาในแนวดังกล่าวมีค่าความปลอดภัยต่ำมากและรับน้ำหนักอาคารไม่ได้ก่อนเสาต้นอื่น จึงเกิดการแตกหักและอาคารได้พังทลายที่บริเวณรอยต่อของอาคารในแนวซี ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.73 จ.74 จ.106 จ.111 และคำเบิกความของนายประกอบ พันเอกชูชัย พันตำรวจเอกอธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ พันตำรวจเอกสมุทร เลิศทวีสินธ์ และนายสมศักดิ์ เลิศบรรณพงษ์ พยานโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความและยอมรับในฎีกาว่าได้ดูแบบแปลนของอาคารเดิมดูสภาพของอาคารที่มีอยู่เดิมและทราบว่าเสาในแนวซีต้นที่ 176 ไม่ถูกต้องตามแบบแปลนเพราะตามแบบระบุว่าเป็นเสากลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร แต่สร้างจริงเป็นเสาเหลี่ยม ขนาด 35 คูณ 35 เซนติเมตร และอ้างว่าไม่ทราบว่าเสาต้นนี้ตั้งอยู่บนคานคอดินและประกอบด้วยเหล็กเพียง 8 เส้น ซึ่งผิดไปจากแบบแปลนปี 2528 ครั้งที่ 1 ที่ระบุว่าเสาต้นนี้ตั้งอยู่บนฐานรากและประกอบด้วยเหล็ก 12 เส้น

หากจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่ออกแบบให้ต่อเติมอาคารเนื่องจากผิดหลักวิชาการเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามวิธีการอันพึงกระทำในการออกแบบเพราะจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ออกแบบในปี 2528 ทั้งสองครั้ง เมื่อพบเห็นสภาพอาคารก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนเช่นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 1 จะต้องหาข้อมูลที่ถูกต้องให้ได้มากที่สุดว่าโครงสร้างอาคารเดิมมั่นคงแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักอาคารในส่วนที่จะต่อเติมได้อีกหรือไม่ โดยการสอบถามหรือขอข้อมูลเดิมจากสถาปนิกและวิศวกรที่ออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารในปี 2528 ทั้งสองครั้งแต่จำเลยที่ 1 ก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุที่อาคารจำเลยที่ 9 พังทลายก็เป็นเพราะจำเลยที่ 1 คำนวณออกแบบโครงสร้างและการรับน้ำหนักของอาคารไว้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1โดยตรงดังที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 9 นำเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่เข้ามาติดตั้ง โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้คำนวณเผื่อการรับน้ำหนักไว้ก็ดีจำเลยที่ 9 ตกแต่งภายในอาคารโดยการสกัดเสาเอาเนื้อคอนกรีตออก

ทำให้การรับน้ำหนักของเสาอาคารลดน้อยลง และมีการเปลี่ยนพื้นห้องครัวเป็นห้องพัก ผิดไปจากแบบแปลนและมีการตัดเสาโครงสร้างหน้าเวทีในห้องคอฟฟี่ช๊อพออกไป 2 ต้น ซึ่งล้วนเป็นเหตุให้อาคารจำเลยที่ 9 พังทลายนั้น นายชาญ จรรโลงเศวตกุล พยานโจทก์ผู้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเบิกความว่าก่อนติดตั้งได้ส่งแบบให้จำเลยที่ 15 เสนอต่อวิศวกร เมื่อวิศวกรผ่านแบบแล้วจึงเข้าไปติดตั้งได้ พยานเห็นจำเลยที่ 1 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานและเข้ามาดูแลการติดตั้งเครื่องปรับอากาศของพยานด้วย ทั้งปรากฏว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วอาคารส่วนที่วางเครื่องปรับอากาศมิได้พังทลายจนราบลงเหมือกับบริเวณแนวซี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการพังทลายเพียงแต่ถูกดึงให้เอียงพังตามไปด้วยเท่านั้นตามภาพถ่ายหมาย

จ.109 จ.152 และ ล.11 การพังทลายจึงไม่ใช่เกิดจากการติดตั้งเครื่องปรับอากาศส่วนการสกัดเสาเอาเนื้อคอนกรีตออกนั้นก็ล้วนแต่อยู่ห่างจากเสาในแนวซี ย่อมไม่ทำให้เสาในแนวซีต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด การเปลี่ยนพื้นห้องครัวเป็นห้องพัก ก็ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทั้งการเปลี่ยนจากพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปแบบฮอลโลว์ คอร์ มาใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปแบบคานรูปตัวที ยิ่งทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิม ส่วนเรื่องการตัดเสาหน้าเวทีในห้องคอฟฟี่ช็อพนั้น นายกล้า ธรรมพิทักษ์พยานจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยืนยันว่าเสาดังกล่าวยังคงอยู่ที่เดิมตามภาพถ่ายหมาย ล.16 ในเครื่องหมายวงกลมสีแดงจึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการตัดเสาโครงสร้างของอาคาร จำเลยที่ 9 อันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารถล่มดังที่จำเลยที่ 1 อ้างส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้ออกแบบฐานรากของอาคารเดิมเผื่อการต่อเติมไว้นั้นเป็นการกล่าวอ้างขัดกับข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้แล้วว่าอาคารเดิมได้ออกแบบมาเพียงเพื่อให้เป็นอาคาร 4 ชั้น

รวมทั้งชั้นใต้ดินเท่านั้นการคำนวณโครงสร้างของจำเลยที่ 1 ก็มีเพียงจำเลยที่ 1 เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุนแสดงให้เห็นว่าเป็นการคำนวณที่ถูกต้องแท้จริงแต่อย่างใดพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าเสาในแนวซีของอาคารจำเลยที่ 9 เกิดวิบัติขึ้นเองโดยกาลเวลาเนื่องจากความผิดพลาดในการคำนวณออกแบบให้มีการต่อเติมอาคารโดยจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ของจำเลยที่ 1 จึงเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 238 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปมีว่าการที่จำเลยที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 15 ร่วมกันให้จำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้างต่อเติมอาคารจำเลยที่ 9 และใช

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพินทร บรรจงศิลป · วิรัช ลิ้มวิชัย · สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้