Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3780/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกที่ดินพิพาททั้งหมดซึ่งเป็นที่ น.ส.3 อ้างว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ใช้สิทธิครอบครองที่ดินร่วมกันมาโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 1 ปีแล้ว ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนาย ม. บิดาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ครอบครองที่พิพาทร่วมกัน แม้ต่อมานาย ม. ออกจากบ้านแล้วหายสาบสูญไปก็ถือไม่ได้ว่า ม. สละการครอบครองที่พิพาท จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนาย ม. มีส่วนในที่พิพาทเท่า ๆ กัน ศาลย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของที่พิพาทส่วนของตนได้ การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดิน ได้งดดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่จัดรูปใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสามเพราะจำเลยทั้งสามคัดค้านการออกโฉนดโดยอ้างว่าเป็นทายาทของ ม. ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในที่พิพาท เมื่อมีข้อโต้แย้งและตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ 4 จึงให้คู่กรณีไปดำเนินคดีกันทางศาลก่อน เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าอย่างไรก็จะปฏิบัติไปตามนั้น จึงเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนายโม่งมีชื่อร่วมกันในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) แต่นายโม่งได้สละการครอบครองไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยทั้งสามไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้ ต่อมามีการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่พิพาท จำเลยที่ ๔ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินได้จัดรูปที่ดินพิพาทใหม่โดยแบ่งออกเป็น ๓ แปลง จำเลยที่ ๓ ได้มาขอให้ลงชื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ซึ่งเป็นบุตรนายโม่งร่วมในโฉนดที่จะออกให้ใหม่ด้วย โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีสิทธิครอบครองและไม่มีสิทธิรับมรดกของนายโม่ง เพราะนายโม่งสละการครอบครองในที่พิพาทเกินกว่า ๑ ปีแล้ว โจทก์ทั้งสามครอบครองที่พิพาทเกินกว่า ๑ ปีแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิในที่ดินที่จัดรูปใหม่ทั้ง ๓ แปลง ห้ามจำเลยทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง ให้ทำลายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ฉบับเดิม ให้จำเลยที่ ๔ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่จัดรูปใหม่ให้แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่พิพาทเป็นมรดกของบิดามารดาโจทก์ที่ ๒ ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ และนายโม่งซึ่งเป็นทายาท โจทก์ที่ ๑ และที่ ๑ ไม่ใช่ทายาท จึงไม่มีสิทธิในที่พิพาท นายโม่งไม่เคยสละการครอบครองที่พิพาทหากแต่ได้สาบสูญไป จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นบุตรนายโม่งเกิดกับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้มีสิทธิรับมรดกส่วนของนายโม่งจึงมีสิทธิร้องขอให้จำเลยที่ ๔ ดำเนินการลงชื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในโฉนดที่ดินที่จัดรูปใหม่ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่อาจดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากมีกรณีพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงต้องให้โจทก์กับจำเลยไปดำเนินการกับทางศาลก่อน อันเป็นการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ มิได้ละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาข้อที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๔ หรือไม่นั้น

โจทก์ฎีกามาโดยสรุปว่าจำเลยที่ ๔ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่พิพาท จำเลยที่ ๔ นำสืบว่า หลังจากดำเนินการจัดรูปที่ดินแปลงพิพาทแล้ว โจทก์ทั้งสามมาขอให้จำเลยที่ ๔ ดำเนินการออกโฉนดที่พิพาทในนามของโจทก์ทั้งสาม แต่มีจำเลยทั้งสามคัดค้านอ้างว่าเป็นทายาทของนายโม่งซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในที่พิพาท เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นดังกล่าวและตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๔ จึงให้คู่กรณีไปดำเนินคดีกับทางศาลก่อน เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าอย่างไร ก็จะปฏิบัติไปตามนั้น ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ ๑ เองว่า ที่ยังออกโฉนดที่พิพาทไม่ได้มิได้เกิดจากเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง เจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ ๔ ด้วย ดังนี้ ที่จำเลยที่ ๔ ยังไม่ดำเนินการให้ตามที่โจทก์ร้องขอ แต่ให้โจทก์จำเลยไปดำเนินคดีกับทางศาลก่อน จึงเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ

หาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๔ นั้น ชอบแล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสามหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนายโม่งครอบครองที่พิพาทร่วมกัน แม้ต่อมานายโม่งออกจากบ้านแล้วหายสาบสูญไปก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการสละการครอบครองที่พิพาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และนายโม่งครอบครองที่พิพาทร่วมกัน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนมีส่วนเท่า ๆ กัน ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นเจ้าของที่พิพาทส่วนของตนได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามเอกสารหมาย จ.๓ เป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๑ ใน ๓ ส่วน คำขออื่นให้ยกเสีย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นาม ยิ้มแย้ม · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายปิ่น ศรีเมือง
ศาลอุทธรณ์ - นายสุวรรณ ปัญญาภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้