Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3774/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นสามีของ ส. บุตรของผู้เสียหายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยและ ส. ทำนาขายข้าวได้เงิน 7,500บาท ส. นำเงินดังกล่าวใส่ไว้ในกระเป๋าถือฝากเก็บไว้ในหีบของผู้เสียหาย เช่นนี้ การที่จำเลยไขกุญแจเปิดหีบของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยเข้าใจว่าเป็นเงินของจำเลย จำเลยมีสิทธิเอาไปได้ จึงเป็นการกระทำที่ขาดเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ให้จำคุก 3 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นสามีของนางสายชู ชื่นโพธิ์ บุตรของผู้เสียหาย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ได้อยู่กินด้วยกันที่บ้านของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุ1 ปีเศษ ในวันเกิดเหตุจำเลยไขกุญแจหีบใส่เงินในห้องเก็บของเอาเงินในหีบไป แล้วจำเลยกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาของจำเลยโดยไม่กลับมาอยู่กินกับนางสายชูอีก มีปัญหาว่า เงินในหีบที่จำเลยเอาไปนั้น มีจำนวน 30,000 บาท โดยเป็นของผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาทของนางสายชูจำนวน 10,000 บาท

ดังโจทก์นำสืบหรือจำนวน 7,500 บาทซึ่งเป็นของจำเลยดังจำเลยนำสืบ เห็นว่า สำหรับเงินจำนวน 20,000 บาทแม้โจทก์จะมีผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันว่า เป็นเงินที่ได้จากการขายข้าวเปลือกและมีใบเสร็จรับเงินมาแสดง ก็ปรากฏว่า ใบเสร็จรับเงินระบุว่าบุญเนตรเจริญเป็นผู้ขาย ไม่ใช่ชื่อของพยาน แม้พยานจะเบิกความอีกว่า ผู้ซื้อออกใบเสร็จรับเงินเป็นชื่อของรถยนต์ ก็ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความสนับสนุน จึงเป็นที่สงสัยทั้งจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินทั้งสองฉบับเมื่อรวมกันแล้วเป็นจำนวนเงิน 27,098 บาทมิใช่จำนวน 20,000 บาทถ้วน ตามใบเสร็จรับเงินระบุว่าเพิ่งขายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 ก่อนเกิดเหตุเพียง 15 วัน แต่ก็ไม่ได้ความว่าส่วนที่เกิน 20,000 บาท

คือจำนวน 7,098 บาท พยานเอาเก็บไว้ที่ไหนหรือเอาไปใช้จ่ายอะไรจึงเหลืออยู่ 20,000 บาทถ้วนเป็นที่สงสัยอีกเช่นกัน ส่วนเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ว่าเป็นของนางสายชูฝากไว้ แม้โจทก์จะมีนางสายชูมาเบิกความยืนยันว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินส่วนตัวของพยานได้จากการรับจ้างทำงาน เก็บมาได้2 ปีแล้ว ก็ปรากฏว่าพยานมีอายุเพียง 21 ปี อาศัยอยู่กับผู้เสียหายได้หนีตามจำเลยไปก่อนที่ผู้เสียหายจะให้กลับมาอยู่ที่บ้านโดยให้จำเลยมาอยู่ด้วย และปรากฏว่าพยานกับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภรรยากันมาได้เพียง 1 ปีเศษ หากพยานมีเงินจำนวน 10,000 บาท ก่อนอยู่กินกับจำเลย ตอนพยานหนีตามจำเลยไปก็คงนำเงินจำนวนนี้ติดตัวไปด้วยและอาจจะใช้จ่ายไปหมดแล้วก็ได้

พยานเบิกความรับว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ขายข้าวเปลือกที่พยานกับจำเลยทำนาร่วมกัน เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยไม่บอกว่าได้เงินมาเท่าไร ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าพยานซึ่งเป็นภรรยาจำเลยจะไม่รู้ว่าจำเลยขายข้าวเปลือกได้เงินเท่าไรผู้เสียหายก็เบิกความรับว่า จำเลยนำข้าวเปลือกไปขายได้เงินมา3,000 บาทถึง 4,000 บาท แต่บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยไม่เคยเอาเงินมาเก็บไว้ในหีบเก็บเงินของผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม ฟังได้แน่ชัดว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ขายข้าวเปลือกได้เงินมาจำนวนหนึ่ง จึงเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า ขายข้าวเปลือกได้ครั้งแรกเป็นเงินสุทธิ 7,500 บาทได้ฝากให้นายสายชูภรรยาเก็บไว้ น่าเชื่อว่า เงินที่นางสายชูฝากผู้เสียหายเก็บไว้ในกระเป๋าถือสตรีสีขาวซึ่งอยู่ในหีบอีกชั้นหนึ่งมีจำนวนเพียง 7,500 บาท และเป็นเงินที่จำเลยขายข้าวเปลือกได้ไม่ใช่จำนวน 10,000 บาท ที่เป็นเงินส่วนตัวของนางสายชู

ส่วนเงินจำนวน 20,000 บาท ที่ผู้เสียหายอ้างว่ามีอยู่ในหีบและใส่ไว้ในถุงกระดาษต่างหากนั้นก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าจะมีจริงหรือไม่ ปัญหาว่าจำเลยเอาเงินในหีบไปเมื่อเวลา 11 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายและนางสายชูไม่อยู่บ้านดังที่โจทก์นำสืบ หรือเอาไปเมื่อเวลา 6 นาฬิกาหลังจากถูกผู้เสียหายด่าและไล่จำเลยออกจากบ้านดังจำเลยนำสืบในข้อนี้ แม้โจทก์จะมีเด็กชายนเรษฐ์ ชื่นโพธิ์ อายุ 12 ปี บุตรของผู้เสียหายซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนมรรครังสฤษดิ์มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากบิดาให้เฝ้าบ้านและฝนตกน้ำท่วม บิดามารดาและพี่สาวไปทำนาตั้งแต่เวลา8 นาฬิกา จำเลยไม่ได้ไป เวลา 11 นาฬิกา เห็นจำเลยหยิบลูกกุญแจจากเสาแล้วเข้าไปในห้องเก็บสตางค์ใช้ลูกกุญแจไขหีบ

หลังจากนั้นเห็นจำเลยเดินออกมามีอะไรตุง ๆ อยู่ที่กระเป๋ากางเกง พยานคิดว่าจำเลยเอาเงินของบิดาไป แต่ไม่กล้าเอะอะโวยวายเพราะกลัว เมื่อบิดากลับมาบ้านเวลา 18 นาฬิกา พยานจึงเล่าให้บิดาฟัง บิดาเข้าไปตรวจดูเงินแล้วกลับออกมาบอกว่าจำเลยลักเอาเงินไปทั้งหมด 30,000 บาทและมีร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ เคี้ยนสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า เมื่อจำเลยไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายอำเภอเก้าเลี้ยวพยานได้ไปสอบปากคำเด็กนักเรียนชั้นเดียวกับเด็กชายนเรษฐ์จำนวน 10 คนต่อหน้าอาจารย์ใหญ่และครูประจำชั้นว่าวันเกิดเหตุเด็กชายนเรษฐ์ไปโรงเรียนหรือไม่ ปรากฏว่าเด็กนักเรียนทั้ง 10 คน ครูประจำชั้นและอาจารย์ใหญ่ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเด็กชายนเรษฐ์ไม่ได้ไปโรงเรียนจึงบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.8 ก็ตาม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การไปสอบปากคำตามเอกสารหมาย จ.8 ได้กระทำเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2528หลังวันเกิดเหตุแล้วเกือบ 3 เดือน ไม่น่าเชื่อว่า เด็กนักเรียนเหล่านั้นจะจำได้ ทั้งยังขัดกับบัญชีเรียกชื่อนักเรียนตามเอกสารหมายล.1 ซึ่งนายวิชัย พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดมรรครังสฤษดิ์ได้ถ่ายภาพและรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งปรากฏว่าวันเกิดเหตุเด็กชายนเรษฐ์ไปโรงเรียนทั้งเช้าและบ่ายไม่ได้ขาดโรงเรียนดังพยานโจทก์เบิกความบัญชีเรียกชื่อนักเรียนเอกสารหมาย ล.1 นี้ ทางราชการให้ทางโรงเรียนทำขึ้นเพื่อแสดงถึงเวลาเรียนของนักเรียน ต้องทำประจำทุกวัน เป็นพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ ศาลฎีกาไม่เชื่อว่าวันเกิดเหตุเด็กชายนเรษฐ์ได้ขาดโรงเรียนและเห็นจำเลยไขหีบเก็บเงินเอาเงินไปเมื่อเวลา 11 นาฬิกา

นอกจากนี้ หากเด็กชายนเรษฐ์เห็นจำเลยเอาเงินไปจริงเมื่อจำเลยออกจากบ้านไปแล้ว เด็กชายนเรษฐ์ก็น่าจะรีบไปแจ้งให้บิดามารดาทราบในทันที ทั้งปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ชอบจำเลยมาก่อน แม้จะชวนจำเลยและนางสายชูให้กลับมาอยู่ในบ้านผู้เสียหายก็เนื่องจากความห่วงใยนางสายชูบุตรสาวมากกว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อที่น่าระแวงสงสัยอยู่มาก ที่จำเลยนำสืบว่าหลังจากนำข้าวเปลือกไปขายครั้งที่ 2 กลับมาถึงบ้านเวลา 3 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ จำเลยเข้านอน พอเวลา 6 นาฬิกา นางสายชูถามว่าขายข้าวได้เงินเท่าไร จำเลยว่าได้ประมาณ 7,000 บาท ถึง 8,000 บาทนางสายชูไม่เชื่อหาว่าจำเลยยักยอกเงินไว้ให้หญิงอื่นจึงเกิดทะเลาะกัน ผู้เสียหายได้ยินได้ลุกขึ้นมาด่าและไล่จำเลย

จำเลยจึงเก็บเสื้อผ้าและเอาลูกกุญแจไปไขหีบเอาเงินที่เก็บไว้จำนวน 7,500 บาทของจำเลย กลับไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลย เมื่อนางสายชูและผู้เสียหายไปขอแบ่งครึ่งหนึ่งจำเลยไม่ให้ จึงเกิดเป็นเรื่องนี้ขึ้น ก็มีเหตุผลหากจำเลยไม่ถูกผู้เสียหายด่าและขับไล่ จำเลยก็คงไม่เก็บเสื้อผ้ากลับไปอยู่กับบิดามารดาจำเลยซึ่งอยู่ห่างบ้านผู้เสียหายเพียง 500เมตร และไม่กลับมาอยู่กินกับนางสายชูอีก ทั้งนางสายชูเบิกความรับว่าตอนไปทวงถามให้จำเลยคืนเงิน จำเลยบอกว่าเป็นเงินของจำเลย จำเลยเถียงบิดาพยานว่าเงินที่เอาไปเป็นเงินที่จำเลยขายข้าวได้รูปคดีน่าเชื่อว่า จำเลยทะเลาะกับนางสายชูแล้วถูกผู้เสียหายด่าและขับไล่ จำเลยจึงไขกุญแจหีบของผู้เสียหายเอาเงินจำนวน 7,500 บาทไปเมื่อเวลา 6 นาฬิกาเศษวันเกิดเหตุดังจำเลยนำสืบ ปัญหาว่าจำเลยจะมีความผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า เงินจำนวน 7,500 บาทที่จำเลยไขกุญแจหีบหยิบเอาไปนี้เป็นเงินที่จำเลยได้มาจากการขายข้าวเปลือกครั้งที่ 1 แล้วมอบให้นางสายชูภรรยาเก็บไว้ โดยจำเลยเข้าใจว่าเป็นของจำเลย แม้ผู้เสียหายเองที่อ้างว่าขายข้าวเปลือกได้เงินมา 20,000 บาท ผู้เสียหายก็ยืนยันว่าเป็นเงินของผู้เสียหายคนเดียว ทั้งที่ข้าวเปลือกที่ขายนั้นได้มาจากผู้เสียหายและนางแฉล้มภรรยาทำนาร่วมกัน การที่นางสายชูนำเงินจำนวน 7,500 บาทไปฝากเก็บไว้ในหีบของผู้เสียหายซึ่งเป็นบิดาก็เห็นว่าเป็นการขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยด้วยเท่านั้นดังจะเห็นได้ว่าเงินจำนวนนี้ได้ใส่ไว้ในกระเป๋าถือสตรีอีกชั้นหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นกระเป๋าของนางสายชูเองการที่จำเลยหยิบเอาลูกกุญแจไขหีบของผู้เสียหายแล้วหยิบเอาเฉพาะเงินจำนวน 7,500 บาท ซึ่งอยู่ในกระเป๋าถือของนางสายชูภรรยาของจำเลยไป โดยจำเลยเข้าใจว่าเป็นเงินของจำเลย

มีสิทธิเอาไปได้ จึงขาดเจตนาทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังโจทก์ฟ้องและฎีกาส่วนเงินที่ผู้เสียหายอ้างว่ามีจำนวน 20,000 บาท อยู่ในถุงกระดาษ ยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่ามีหรือไม่ หากมีจริงก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเอาไปด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระชัย สูตรสุวรรณ · ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้