Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 377/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญายอมให้ น. ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้ แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมเป็นเพียงบุคคลสิทธิก็ตาม แต่เมื่อสัญญามิได้ระบุไว้ว่าให้เกิดเป็นประโยชน์ทางภาระจำยอมเฉพาะ น. เท่านั้นแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงเป็นการก่อให้เกิดภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของ น.อันเป็นสามยทรัพย์ เมื่อ น. ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสามยทรัพย์แก่โจทก์แล้วภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคแรกโจทก์ผู้รับโอนสามยทรัพย์ย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่จาก น.ดังนั้นเมื่อจำเลยปิดกั้นทางเดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยในฐานะเจ้าของที่ดินอันเป็นภารยทรัพย์ และในฐานะเป็นคู่สัญญาโดยตรงให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายฐิติพันธ์ เจริญสุขและเด็กชายฐิติพักตร์ เจริญสุขผู้เยาว์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 230 ตำบลวังทองอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โดยนางนกเอี้ยง เจริญสุขยกให้ ที่ดินแปลงนี้ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อวันที่ 21เมษายน 2515 นางนกเอี้ยงได้ซื้อสิทธิในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่303 และเลขที่ 1483 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกกว้าง 1.5 เมตร ยาวประมาณ 54 เมตร เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ แล้วได้ใช้เป็นทางเข้าออกตลอดมา จนบัดนี้เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ที่ดินนี้จึงตกเป็นทางภาระจำยอมแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2532 จำเลยและบริวารได้ทำรั้วปิดกั้นทางดังกล่าว

ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ขอให้จำเลยเปิดทางดังกล่าวและไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้โจทก์ขอเจ้าพนักงานบังคับคดีเปิดทางโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ส่วนการจดทะเบียนภาระจำยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง ที่ดินเป็นของนางเสวียน ขุนจารย์ ภรรยาจำเลยซึ่งตายไปแล้วจำเลยไม่เคยทำสัญญาขายสิทธิการใช้ทางให้ผู้ใด หนังสือสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม โจทก์และบริวารไม่เคยใช้ทางเดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ แต่ใช้ทางอื่นเป็นทางเข้าออกขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยเปิดทางกว้าง 1.50 เมตร

ยาวประมาณ54 เมตร เพื่อเป็นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่303 และ 1483 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกของจำเลยตามรายละเอียดในแผนที่เอกสารหมาย จ.5 โดยให้ถือแผนที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาเพื่อเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 230 ตำบลวังทอง อำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก ของโจทก์ โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่เปิดทางก็ให้โจทก์ดำเนินการ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการให้โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 230 เดิมเป็นที่ดิน

ส.ค.1 ของนางนกเอี้ยง เจริญสุข ต่อมานางนกเอี้ยงได้ขอออกเป็นโฉนดที่ดินใส่ชื่อบุตร 3 คนเป็นเจ้าของรวม ต่อมามีการแบ่งแยกโฉนดและแบ่งขายให้จำเลยกับนางเสวียน ขุนจารย์ ภรรยาจำเลยเมื่อปี2510 แต่ใส่ชื่อนางเสวียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดคือที่ดินโฉนดเลขที่ 303 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 230 คงเหลือที่ดิน 2 งาน85.1 ตารางวา มีชื่อนายยงศักดิ์ เจริญสุข เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ต่อมามีการจดทะเบียนแบ่งขายที่ดินแปลงนี้อีกหลายครั้ง โดยจำเลยกับภรรยาได้ซื้อที่ดินแปลงนี้มาอีก 1 งานเศษแต่จดทะเบียนใส่ชื่อภรรยาจำเลย เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2518 คือที่ดินโฉนดเลขที่1483 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 230 ซึ่งเหลือที่ดินอีก 48 ตารางวาต่อมานายยงศักดิ์

เจริญสุข ได้จดทะเบียนยกให้แก่นางนกเอี้ยงหลังจากนั้นนางนกเอี้ยงได้จดทะเบียนยกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของนายยงศักดิ์ เจริญสุข กับบุตรผู้เยาว์คนอื่น ๆโดยที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 48 ตารางวานี้ นางนกเอี้ยงได้ปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย รวมกับโจทก์และบุคคลอื่น ๆ เป็นเวลาเกินกว่า 10ปีแล้ว และเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2515 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญายอมให้นางนกเอี้ยงใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยเพื่อเข้าออกจากบ้านหลังนี้สู่ทางสาธารณะได้ หลังจากนั้นนางนกเอี้ยงกับบุคคลในครอบครัวรวมทั้งโจทก์ได้ใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 303 และเลขที่ 1483กว้าง 1.5 เมตร ยาวประมาณ 54 เมตร อันเป็นทางพิพาทนี้ เป็นทางเข้าออกตลอดมา ครั้นเมื่อต้นปี 2532 ฝ่ายจำเลยได้ก่ออิฐบล็อกปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าว

โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินสองแปลงที่โจทก์ฟ้องขอให้ตกเป็นภารจำยอมนั้นเป็นของภรรยาจำเลย ขณะโจทก์ฟ้องภรรยาจำเลยตายแล้วโจทก์ชอบที่จะฟ้องทายาทของภรรยาจำเลย ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวบุตรของจำเลยเป็นผู้รับมรดกจำเลยมิได้เป็นผู้รับมรดกทั้งตามหนังสือสัญญาให้ใช้ทางเดินก็ระบุให้นางนกเอี้ยงเป็นผู้มีสิทธิใช้ทางเดินคนเดียว มิได้ระบุให้โจทก์ใช้ทางดังกล่าวด้วยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยกับภรรยาร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่303 และเลขที่ 1483 แต่ใส่ชื่อภรรยาจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเพียงคนเดียว ทั้งเป็นการได้ที่ดินมาในระหว่างสมรส ที่ดินทั้งสองแปลงนี้จึงเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย แม้ขณะฟ้องภรรยาจำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงจะตายไปแล้ว แต่จำเลยในฐานะเจ้าของรวม ทั้งในฐานะทายาทและทั้งในฐานะเป็นคู่สัญญาโดยตรง จึงอาจถูกฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญายอมให้นางนกเอี้ยงเป็นผู้มีสิทธิใช้ทางเดินได้เพียงคนเดียว เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นภารจำยอม จึงเป็นบุคคลสิทธิ

ไม่เป็นภารจำยอมที่ติดไปกับที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้นั้น เห็นว่า เมื่อตามสัญญาที่ก่อให้เกิดทางภารจำยอมดังกล่าวมิได้ระบุว่าให้เกิดเป็นประโยชน์ทางภารจำยอมเฉพาะนางนกเอี้ยงเท่านั้นสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการก่อให้เกิดภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 230อันเป็นสามยทรัพย์ ภารจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้โอนมาเป็นของโจทก์ในเวลาต่อมาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคแรก แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนเป็นทางภารจำยอม เป็นเพียงบุคคลสิทธิก็ตาม โจทก์ผู้ได้รับโอนสามยทรัพย์ดังกล่าวย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่จากนางนกเอี้ยง โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้