Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3766/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์ แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการมอบให้แก่จำเลยทั้งสองย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์นับแต่เวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น ไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าว เมื่อความปรากฏว่า โจทก์มอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามฟ้องโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2288/2562 ของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 60,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสี่สำหรับจำเลยที่ 1 คงปรับ 225,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 คงจำคุก 15 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2288/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาลงโทษปรับ คำขอให้นับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ 1 จึงให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อสินค้าประเภทกล่องรับสัญญาณดาวเทียมมินิสกายและเอชดีไวร์จากโจทก์ 5 รายการ แล้วจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์สำหรับสินค้าแต่ละรายการรวม 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 546,000 บาท และฉบับที่ 5 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เป็นเงิน 585,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,847,000 บาท ตามต้นฉบับเช็คและใบรับเงิน

ขณะที่สั่งจ่ายเช็ค จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่เป็นผู้อำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากชื่อจำเลยที่ 2 เป็นนางสาว ช. ต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์นำเช็คไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คทุกฉบับ โดยเช็คฉบับที่ 1 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะมีคำสั่งระงับการจ่าย เช็คฉบับที่ 2 และที่ 3 ธนาคารให้เหตุผลว่ามีเงินในบัญชีพอจ่าย แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร

เช็คฉบับที่สี่และที่ห้า ธนาคารให้เหตุผลว่าเพราะลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขที่ให้ไว้กับธนาคาร ประกอบกับไม่มีเงินในบัญชีพอจ่าย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองต้องด้วยองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองกับโจทก์เพียงแต่ตกลงซื้อขายสินค้าแล้วเสร็จเท่านั้น แต่โจทก์ยังมิได้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายแก่โจทก์

เมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่จำเลยทั้งสองออกเช็คหนี้ดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อสินค้าทั้งห้ารายการจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาท 5 ฉบับ ให้แก่โจทก์โดยมอบให้แก่พนักงานขายของโจทก์แล้วพนักงานขายของโจทก์ออกใบรับเงินค่าสินค้าทั้งห้ารายการลงวันที่ 12 เมษายน 2561 มอบให้แก่จำเลยทั้งสอง ย่อมก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่เวลาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์คือการชำระราคาค่าสินค้าที่ซื้อ และโจทก์มีหนี้ที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 คือการส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อมีสิทธิเรียกให้โจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายเมื่อถึงกำหนดเวลาส่งมอบ

ส่วนโจทก์ในฐานะผู้ขายมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามเวลาที่กำหนด ส่วนจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงให้ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายหรือจะชำระราคากันเมื่อใดนั้น เป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับความสมบูรณ์และบังคับได้ของสัญญาซื้อขายแต่อย่างใดสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จึงเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายตั้งแต่เวลาที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันดังกล่าวแล้ว เมื่อความปรากฏว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าที่ซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4 รายการ ในวันที่ 12 เมษายน 2561 อันเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 1 อีก 1 รายการ ในวันที่ 25 เมษายน 2561 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาซื้อขายสินค้าทั้งห้ารายการให้แก่โจทก์ภายในวันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ

เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเพราะจำเลยทั้งสองเปลี่ยนลายมือชื่อผู้มีสิทธิสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 14 มิถุนายน 2561 อันเป็นวันก่อนที่จะถึงวันที่ลงในเช็คฉบับที่ 1 เพียง 1 วัน และจำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คโดยห้ามมิให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์ · สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์ · จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ศาลล่าง
ศาลอาญาตลิ่งชัน - นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ - นายสนอง เล่าศรีวรกต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1415/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้