Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3763/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมตกลงทำสัญญาขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปให้ ส. เช่าซื้ออีกต่อหนึ่งนั้น เป็นวิธีการทำธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 1 และโจทก์เคยปฏิบัติต่อกันมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทขณะทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ต้องผูกพันตามสัญญาที่ได้แสดงเจตนาออกมานั้นจะอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับโจทก์เพื่อลวงหรือหลอกให้ผู้อื่นหลงผิดไม่ได้ เพราะผู้ขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาซื้อขาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ตกลงซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ในราคา 320,000 บาท โดยจ่าสิบเอกสมานชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 105,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 215,000 บาท โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไปครบถ้วน จากนั้นจ่าสิบเอกสมานได้เช่าซื้อรถยนต์ข้างต้นจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยทั้งสามออกเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์เพื่อโจทก์จะได้นำไปจดทะเบียนและชำระภาษีรถยนต์ แต่จำเลยทั้งสามไม่จัดการให้ ภายหลังโจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสามซื้อรถยนต์กระบะคันนี้มาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์อีกทอดหนึ่ง แล้วจำเลยทั้งสามไม่ชำระเงินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์ เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์ไม่ยอมออกเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสาม

โจทก์จึงนำเงินจำนวน 203,737 บาท ไปชำระแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์และรับเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์มาดำเนินการจดทะเบียนและชำระภาษีรถยนต์ การที่จำเลยทั้งสามไม่สามารถมอบเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์เป็นการผิดสัญญาซื้อขายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 203,737 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,074.24 บาทจำเลยทั้งสามให้การว่า จ่าสิบเอกสมานต้องการซื้อรถยนต์กระบะตามฟ้องจากผู้มีชื่อ แต่จ่าสิบเอกสมานและผู้มีชื่อขอให้จำเลยทั้งสามแสดงตนเป็นผู้ขายรถยนต์กระบะดังกล่าวให้แก่โจทก์เพื่อโจทก์จะได้นำไปให้จ่าสิบเอกสมานเช่าซื้ออีกต่อหนึ่ง

จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับเงินจำนวน 105,000 บาท จากจ่าสิบเอกสมานและไม่เคยได้รับเงินจำนวน 215,000 บาท จากโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้ขายรถยนต์กระบะให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 203,737 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 203,737 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 16,074.24 บาทจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาขายรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขเครื่อง บี 32496 ซึ่งเป็นรถใหม่ให้แก่โจทก์ตามสัญญาขายเอกสารหมาย จ.8 และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ให้จ่าสิบเอกสมาน สารพันธ์ เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวไปจ่าสิบเอกสมานได้ชำระเงินค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจำนวน 105,000 บาท และโจทก์ชำระเงินค่ารถยนต์ที่เหลือจำนวน 215,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ส่งสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 203,737 บาท ไปชำระให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์ ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทและรับเอกสารชุดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์มาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์ หลังจากนั้นโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 203,737 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายนิพล วัฒนะปราน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2534 จ่าสิบเอกสมาน สารพันธ์ มาติดต่อขอให้โจทก์ซื้อรถยนต์กระบะพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาให้จ่าสิบเอกสมานเช่าซื้ออีกต่อหนึ่ง โจทก์ตกลงจึงทำสัญญาซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.8 และให้จ่าสิบเอกสมานเช่าซื้อรถยนต์ไปตามเอกสารหมาย จ.7 นายสุภักดิ์ ฉัตรไชยเดช จำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ยอมรับว่า หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราในหนังสือสัญญาขายเอกสารหมาย จ.8 จริง และก่อนลงชื่อในหนังสือสัญญาฉบับนี้จำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่สามารถส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังยอมรับด้วยว่าขณะทำสัญญาขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์มีคนรถยนต์พิพาทมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเมืองพลอีซูซุเซลล์ (บริษัทโค้วยู่ฮะเมืองพล จำกัด) มาจอดไว้ที่ห้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จ่าสิบเอกสมานไปเรียบร้อยแล้วนอกจากนี้หนังสือสัญญาขายรถยนต์พิพาทเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจ่าสิบเอกสมานเป็นผู้ชำระเงินค่าซื้อรถยนต์พิพาทจำนวน 105,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยตรง ส่วนราคารถยนต์ที่เหลืออีก 215,000 บาท นั้น โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วตามเช็คเอกสารหมาย จ.15 ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์และเจตนาผูกพันกันตามสัญญาขายเอกสารหมาย จ.8 จริง

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ เพราะโจทก์ทราบอยู่แล้วในขณะทำสัญญาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ สัญญาขายรถยนต์พิพาทเป็นนิติกรรมอำพราง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว และไม่ต้องชำระเงินให้แก่โจทก์นั้นข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยที่ 3 และนางสาวชลดา ทวีศิลป์ พนักงานฝ่ายสินเชื่อของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เคยนำรถยนต์มาขายให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์นำไปให้บุคคลอื่นเช่าซื้อมาหลายครั้งแล้วโดยจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบเอกสารชุดโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้และจำเลยทั้งสามยังยอมรับในคำให้การว่าผู้มีชื่อและจ่าสิบเอกสมานเป็นคนขอร้องให้จำเลยทั้งสามติดต่อกับโจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสามอ้างตนเป็นคนขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์เพื่ออำพรางผู้มีชื่อซึ่งต้องการขายรถยนตคันนี้ให้แก่จ่าสิบเอกสมาน

ทั้งยอมรับด้วยว่าผู้มีชื่อฝากรถยนต์พิพาทให้จำเลยจัดการขายแทน พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมตกลงทำสัญญาขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปให้จ่าสิบเอกสมานเช่าซื้ออีกต่อหนึ่งนั้นเป็นวิธีการทำธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 1 และโจทก์เคยปฏิบัติต่อกันมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทขณะทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ต้องผูกพันตามสัญญาที่ได้แสดงเจตนาออกมานั้น จะอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับโจทก์เพื่อลวงหรือหลอกให้ผู้อื่นหลงผิดไม่ได้เพราะผู้ขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาซื้อขายเสมอไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · กนก พรรณรักษา · ชวเลิศ โสภณวัต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้