Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3755/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยหลีกเลี่ยงให้โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันและหาทางบ่ายเบี่ยงไม่ให้ค่าจ้างโจทก์ในวันที่โจทก์มาลงชื่อเพื่อปฏิบัติงานในวันต่อไป เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการอุทธรณ์นอกเหนือไปจากที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 235 วรรคแรก ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์และจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานของจำเลยทุกคนในวันที่ 28 สิงหาคม 2533 โดยไม่มีข้อความว่าจะจ่ายให้แก่พนักงานที่พ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนวันดังกล่าว ย่อมมีความหมายว่าการจ่ายเงินโบนัสของจำเลยในวันดังกล่าว นอกจากพนักงานผู้มีสิทธิได้รับเงินโบนัสต้องมีอายุการทำงานครบ 1 ปี นับแต่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว ยังต้องมีตัวอยู่ในวันที่มีการจ่ายเงินโบนัสด้วย เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนวันที่จำเลยจะจ่ายเงินโบนัส โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นการผิดนัดในการจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังจ่ายให้ไม่ครบตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31 วรรคแรก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่าย และเงินโบนัสประจำปี ๒๕๓๒ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง และอัตราร้อยละสิบห้าต่อทุก ๗ วัน ของค่าจ้างที่ค้างนับแต่วันผิดนัก จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ไม่เคยค้างค่าจ้างโจทก์ โจทก์ได้ถูกเลิกจ้างก่อนวันจ่ายเงินโบนัสและทำงานไม่ครบ ๑ ปี ไม่มีสิทธิได้รับ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์จำนวน ๘๔๐.๖๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์อุทธรณ์ตามข้อ ๒๓๒ ว่า จำเลยได้ขออนุญาตให้โจทก์เป็นพนักงานตรวจสอบสินค้าของจำเลย ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๔ ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. ๒๕๐๓ ว่าด้วยผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ข้อ ๗ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๐ และ จ.๑๑ ซึ่งโจทก์จะต้องได้รับเงินเดือนประจำนับแต่เริ่มแรกเข้าทำงาน แต่จำเลยหลีกเลี่ยงกฎหมายดังกล่าวให้โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันและยังหาทางบ่ายเบี่ยงไม่ให้ค่าจ้างโจทก์ในวันที่มาลงชื่อเพื่อปฏิบัติงานในวันต่อไป เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่โจทก์มาลงชื่อดังกล่าว

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยได้รับค่าจ้างเริ่มแรกเป็นรายวันวันละ ๘๕ บาท จนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๑ จำเลยได้ปรับค่าจ้างให้โจทก์เป็นรายเดือนเดือนละ ๒,๒๐๐ บาท และต่อมาในเดือนตุลาคม ๒๕๓๒ จำเลยได้ปรับค่าจ้างให้โจทก์อีกครั้งหนึ่งเป็นเดือนละ ๓,๓๕๐ บาท

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยหลีกเลี่ยงให้โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันและหาทางบ่ายเบี่ยงไม่ให้ค่าจ้างโจทก์ในวันที่โจทก์มาลงชื่อเพื่อปฏิบัติในวันต่อไปเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการอุทธรณ์นอกเหนือไปจากที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์อุทธรณ์ตามข้อ ๒.๓ ว่า การจ่ายเงินโบนัสของจำเลยมีการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าตกลงจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน ซึ่งสามารถคำนวณเป็นสัดส่วนในการจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ได้ตามระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสจากจำเลย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๒ โจทก์จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย ล.๓ ว่า จำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานของจำเลยเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน โดยไม่มีข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนวันที่จำเลยจ่ายเงินโบนัส ซึ่งจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานทุกคนในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงว่า การที่จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานในวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๓ นอกจากพนักงานผู้มีสิทธได้รับเงินโบนัสจะต้องมีอายุการทำงานครบ ๑ ปี

นับแต่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว ยังจะต้องมีตัวอยู่ในวันที่มีการจ่ายเงินโบนัสด้วย โจทก์ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ก่อนที่จำเลยจะจ่ายเงินโบนัส จึงไม่มีสิทธิรับเงินโบนัส อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ตามข้อ ๒.๔ ว่า จำเลยพยายามบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงหรือมีเจตนาที่จะไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์โดยถูกต้องตลอดมา ถือว่าจำเลยจงใจผิดนัดในการจ่ายค่าจ้างที่ยังไม่ได้จ่ายให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างชำระทุกระยะเวลา ๗ วัน

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมโจทก์เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้ แต่เมื่อจำเลยปรับค่าจ้างให้โจทก์เป็นรายเดือนและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ ๒,๒๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ก็เนื่องจากเข้าใจผิดในเรื่องวันทำงานของลูกจ้างรายเดือน มิใช่เป็นการจงใจผิดนัดในการจ่ายเงินดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยจงใจผิดนัดในการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัย ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายเป็นการผิดนัดในการจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังจ่ายให้ไม่ครบตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงิน ๘๔๐.๖๐ บาท จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๓๑ วรรคแรก มิใช่คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าจ้างจำนวน ๘๔๐.๖๐ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๓) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · เคียง บุญเพิ่ม · ก้าน อันนานนท์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายประเสริฐ จันทรเวชศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้