Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 3750)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฎีกาในปัญหาที่ว่าจำเลยที่1เป็นผู้ขับรถโดยประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียวและจำเลยที่1เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่4เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาคำสั่งศาลที่มีนายทะเบียนและจ่าศาลรับรองถึงความถูกต้องรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่จำต้องนำเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวมาสืบประกอบ หลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายต้องการให้แนบมากับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา18และเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำมาสืบในชั้นพิจารณาได้แม้โจทก์ไม่ได้แนบหลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายมาท้ายฟ้องด้วยก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสอง แม้จำเลยที่2จะขับรถด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่เหตุที่รถชนกันเกิดจากความผิดของจำเลยที่1ฝ่ายเดียวที่ขับรถตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่2ขับโดยกะทันหันจำเลยที่2จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจำเลยที่3ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมไม่ต้องรับผิดด้วยแม้จำเลยที่2จะไม่ได้ฎีกาแต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่3ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยร่วมรับผิดกับจำเลยที่2ในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่2กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่2ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา245(1)ประกอบมาตรา247

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยสำนวนหลังรับโอนคดีมาจากศาลจังหวัดราชบุรี ให้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 2สำนวนหลังเป็นจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4สำนวนแรก

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-6444 นครราชสีมา ไว้จากจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียนบ-3692 ราชบุรีด้วยความประมาทชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-6444นครราชสีมา ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับสวนทางมาด้วยความประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า นางฝนไม่ได้เป็นมารดาโจทก์เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 3จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-6444 นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2533จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-3692 ราชบุรี ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-6444นครราชสีมา ซึ่งนายมนัส แอบท้องไทร เป็นผู้ขับสวนมาได้รับความเสียหาย โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงินทั้งสิ้น 53,700 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 53,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินไปจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า

บริษัทเดชอัมพรพาณิชย์ จำกัดได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-3692 ไปแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-3692 ราชบุรีและไม่ใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองจำเลย ที่ 3 อุทธรณ์ ทั้ง สอง สำนวนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 348,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลย ที่ 3 ฎีกา ทั้ง สอง สำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่สองที่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงฝ่ายเดียวและจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 4จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อจำเลยที่ 3 นั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย และความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อจำเลยที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 3จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาในสำนวนที่สองมีเพียง 56,720 บาท ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงรับวินิจฉัยให้เฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์เป็นบุตรของนางฝน สายพันธ์ หรือไม่โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2ที่นางฝนอ้างเป็นพยานหลักฐานแสดงการเป็นมารดาของโจทก์มาสืบพยานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.1และ จ.2 เป็นสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาคำสั่งศาลที่มีนายทะเบียนและจ่าศาลรับรองถึงความถูกต้อง อีกทั้งสำเนาทะเบียนบ้านเป็นเอกสารมหาชนซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้อง จึงไม่จำต้องนำเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวมาสืบประกอบ

เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำสืบโต้แย้งจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรของนางฝนปัญหาประการที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เรื่องค่าเสียหายเคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายมาในคำฟ้องนั้นเห็นว่า หลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายต้องการให้แนบมากับคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 และเป็นเรื่องรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำมาสืบในชั้นพิจารณาได้ แม้โจทก์ไม่ได้แนบหลักฐานเกี่ยวกับค่าเสียหายมาท้ายฟ้องด้วย ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วหาเคลือบคลุมไม่ปัญหาประการที่สามมีว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงฝ่ายเดียว ปัญหานี้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขับรถตัดหน้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับโดยกะทันหันจำเลยที่ 2 จึงมิได้ประมาทเลินเล่อเหตุที่รถชนกันเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียว หาใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แต่อย่างใดไม่จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประเด็นอื่นอีกต่อไป

คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะไม่ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 2 กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแย่งแยกได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบมาตรา 247พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรกเฉพาะจำเลยที่ 2และที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ยกฎีกาจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับสำนวนที่สอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด ไตรโสรัส · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้