Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ออกหนังสือรับรองว่า ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตามมาตรา 124 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการกองทุนรวมดังกล่าว โดยหนังสือรับรองนี้ได้ออก ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ากองทุนรวมโจทก์เพิ่งจดทะเบียนหลังจากที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว หาใช่จัดตั้งขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับไม่ โจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงิน ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประเภทกิจการจัดการการลงทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นั้นก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทและการบริหารหนี้ดังกล่าวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ที่จะดำเนินการได้เพราะตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการการลงทุนและประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการจัดการกองทุนรวมส่วนบุคคล และตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ก็ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมไว้ว่า กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุน โดยในการจัดการกองทุนรวมได้บัญญัติไว้ในมาตรา 125 ว่า บริษัทหลักทรัพย์จะต้องดำเนินการจัดการกองทุนรวมอย่างไรบ้าง โดยมีข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 126 ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์จึงเป็นการจัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ใช้บังคับแล้ว เพื่อซื้อและรับโอนทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือดำเนินการได้และทรัพย์สินถูกนำออกขายทอดตลาดโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อชำระบัญชี การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าวซึ่งมีบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด อยู่ด้วย จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 เพื่อนำหนี้ที่ซื้อมานั้นมาบริหารจัดการโดยให้บริษัทบางกอกแคปปิตอลอันไลแอนซ์ จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการ จึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์เพราะการซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อธุรกิจดังกล่าวนั้นจัดว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งและการดำเนินของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินของกองทุนรวมโจทก์ก็มิได้กระทำการอันเป็นการขัดต่อมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่บัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,287,671.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับแต่วันถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้บังคับจำนองที่ดินทั้ง 11 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน จำนวน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.50 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2543 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 115204, 119685, 130460 ถึง 130462, 130565 ถึง 130570 แขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร นำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการของกองทุนรวมดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นนิติบุคคลซึ่งได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจประเภทกิจการจัดการการลงทุน องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงประกอบตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเงินทุนธนสินธุ์

จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ตกลงกู้เงินลักษณะเงินกู้หมุนเวียนในวงเงิน 40,000,000 บาท โดยในการเบิกเงินกู้ทุกครั้งจำเลยที่ 1 ต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด หากตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินได้ จำเลยที่ 1 จะต้องออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมตามจำนวนที่ยังค้างชำระอยู่ จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด มีสิทธิเรียกเก็บได้ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินคนละ 40,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินจำนวน 11 โฉนด

พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหนี้ที่มีอยู่แล้วและหนี้ในอนาคตในวงเงิน 70,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดจนกว่าบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด จะได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 40,000,000 บาท ไปจากบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด แล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยบางส่วนโดยมิได้ชำระต้นเงิน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเรื่อยมารวม 6 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 คงชำระแต่ดอกเบี้ยบางส่วนมิได้ชำระต้นเงิน ครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 สัญญาจะใช้เงินจำนวน 40,000,000 บาท

เมื่อทวงถาม อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17.50 ต่อปี หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปี นับแต่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ชำระเฉพาะดอกเบี้ยให้แก่บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด เพียงบางส่วน โดยชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายวันที่ 26 มกราคม 2541 เป็นเงิน 1,311,780.82 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่บริษัทดังกล่าวอีก คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 40,000,000 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 เรื่อยมา วันที่ 30 กันยายน 2540 โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง

ๆ รวมทั้งบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ซึ่งถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าวรวมทั้งบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ได้โอนสิทธิทั้งปวงภายใต้สินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจแต่ละรายที่ตนเป็นคู่สัญญาให้แก่โจทก์ และบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด ได้โอนสิทธิการรับจำนองที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ บริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และประกาศเรื่องเปลี่ยนแปลงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม

ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายใน 14 วัน นับแต่วันรับหนังสือ จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2543 ครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 3 มิถุนายน 2543 แล้วจำเลยทั้งสามก็เพิกเฉยไม่ชำระ ก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือและบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 เดือนเดียวกัน ครบกำหนดตามหนังสือดังกล่าว จำเลยทั้งสามก็เพิกเฉยไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

ได้ออกหนังสือรับรองว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้รับจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการจัดการกองทุนรวมโจทก์เป็นกองทุนรวมตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ตามทะเบียนเลขที่ 14/2542 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 ซึ่งกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการกองทุนรวมดังกล่าว โดยหนังสือรับรองนี้ได้ออก ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ากองทุนรวมโจทก์เพิ่งจดทะเบียนหลังจากที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ใช้บังคับแล้ว หาใช่จัดตั้งขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับไม่

โจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงิน การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนดังกล่าวจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นั้นก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัท และการบริหารหนี้ดังกล่าวของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ที่จะดำเนินการได้ เพราะตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ก็ระบุวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุนและประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการจัดการกองทุนรวมส่วนบุคคล และตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ก็ได้ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนรวมไว้ว่า กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุน โดยในการจัดการกองทุนรวมได้บัญญัติไว้ในมาตรา 125 ว่า บริษัทหลักทรัพย์จะต้องดำเนินการจัดการกองทุนรวมอย่างไรบ้าง โดยมีข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 126 คือ (1) กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตามที่สำนักงานประกาศกำหนด (2) ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการนั้นเอง (3) ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นที่บริษัทหลักทรัพย์เดียวกันนั้นเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ (4)

ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทใดเกินอัตราส่วนที่สำนักงานประกาศกำหนด ทั้งนี้ สำนักงานจะกำหนดตามประเภทของหลักทรัพย์หรือตามประกาศของกิจการของบริษัทนั้นก็ได้ และ (5) กู้ยืมเงินในนามของกองทุนรวมหรือก่อภาระผูกพันใด ๆ แก่ทรัพย์สินของกองทุนรวม... พยานหลักฐานโจทก์จึงน่าเชื่อว่า การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์หลังจากที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2550 ใช้บังคับก็เพื่อซื้อและรับโอนทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินการได้ และทรัพย์สินถูกนำออกขายทอดตลาดโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อชำระบัญชี

การที่โจทก์โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ซื้อสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อ สัญญากู้ ตราสารหนี้ และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของบริษัทเงินทุนและเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกระงับการดำเนินการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าว ซึ่งมีบริษัทเงินทุนธนสินธุ์ จำกัด รวมอยู่ด้วยจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 เพื่อนำหนี้ที่ซื้อมานั้นมาบริหารจัดการโดยให้บริษัทบางกอกแคปปิตอลอัลไลแอนซ์ จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของโจทก์ เพราะการซื้อสินทรัพย์และสินเชื่อธุรกิจดังกล่าวนั้นจัดว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งและการดำเนินการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ

จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์ก็มิได้กระทำการอันเป็นการขัดต่อมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่บัญญัติห้ามไว้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุพัฒน์ บุญยุบล · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ - นายสมชาย สินเกษม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.621/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ8284/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3549/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้