Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบราคาสินค้าของโจทก์แล้ว มีความเห็นให้เรียกอากรขาเข้ากรมศุลกากรและภาษีการค้า เพิ่มแล้ว จำเลยก็ได้มีแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้ารวม 10 ฉบับ แต่ละฉบับได้แจ้งผลการประเมินตามรายการภาษีอากรที่สำแดง ภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มแล้วมีรายการแยกรายละเอียดเป็นยอดเงินเพิ่มสำหรับอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่ามีการประเมินภาษีการค้าโดยเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา18 ประกอบด้วยมาตรา 87(2) แล้วหากโจทก์เห็นว่า การประเมินไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 30 เสียก่อนเมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าวโจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีอันเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้กรณีที่ราคาอันแท้จริงของสินค้าในการซื้อขายหลายรายหรือในท้องตลาดหลายแห่งอาจไม่ตรงกัน กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 อธิบดีกรมศุลกากรย่อมมีอำนาจกำหนดราคาสินค้าในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ให้ถือราคานั้นเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากร ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเฉพาะเครื่องสำอางโคซี่ที่โจทก์นำเข้าและสำแดงราคาคลาดเคลื่อนเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่ขัดต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ. 2503 มาตรา 9 (หมายเหตุวรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่7/2529)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้อและนำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโคซี่จากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยโจทก์ได้แสดงรายการสินค้าและราคาสินค้าที่นำของเข้ามาโดยถูกต้องตามความเป็นจริงลงในใบขนสินค้าขาเข้าแล้วยื่นผ่านการตรวจสอบชำระภาษีอากรต่อพนักงานของจำเลยเป็นเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์พึงชำระเงินจริงจำนวน292,253.22 บาท และโจทก์ได้วางเงินประกันเพิ่มไว้อีกตามคำสั่งของพนักงานของจำเลยเป็นเงิน 127,800 บาท ต่อมาจำเลยได้ประเมินราคาผลิตภัณฑ์และเรียกให้โจทก์ชำระภาษีอากรเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงิน 72,066.86 บาท โจทก์ได้มีหนังสือโต้แย้งอุทธรณ์ราคาไปตั้งแต่แรกที่เกิดปัญหาคือในปี พ.ศ. 2522 แต่จำเลยไม่ยินยอม ขอให้สั่งยกเลิกเพิกถอนการตีราคาประเมินอากรสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าโดยสั่งให้ตีราคาประเมินอากรใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายและข้อเท็จจริง และให้สั่งยกเลิกเพิกถอนแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้าทั้ง 10 ฉบับและให้ออกใบแจ้งการประเมินใหม่ให้ถูกต้องกับให้จำเลยคืนเงินประกันส่วนเกินจากภาษีอากรจำนวน127,800 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า

แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้าทั้ง 10 ฉบับตามฟ้องเจ้าพนักงานของจำเลยระดับต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ตีราคาสินค้าได้ร่วมกันพิจารณากำหนดราคาประเมินสินค้านำเข้าของโจทก์โดยถูกต้องตามความเป็นจริงแล้ว สำหรับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลนั้น จำเลยประเมินแทนกรมสรรพากร โจทก์จึงต้องฟ้องกรมสรรพากร ทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์นำเครื่องสำอางโคซี่เข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง โจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแสดงรายการการค้าโดยแจ้งราคา ซี.ไอ.เอฟ.กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นราคาสินค้ารวมค่าประกันและค่าขนส่งถึงกรุงเทพฯ

ระบุว่าเสียอากรขาเข้าประเภทพิกัด 33.06 อัตราอากร 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้าและเสียภาษีการค้ากับภาษีบำรุงเทศบาล แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่ากรณีมีปัญหาเกี่วกับจำนวนค่าอากรสำหรับสินค้าที่กำลังผ่านพิธีการศุลกากร จึงได้มีคำสั่งให้โจทก์วางเงินเพิ่มเติมเป็นประกันตามพระราชบัญญัติศุกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 และมาตรา 112 ต่อมาจำเลยเห็นว่า โจทก์ได้สำแดงราคาอันแท้จริงให้ท้องตลาดที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันที่จำต้องเสียภาษีเกิดขึ้นนั้นไม่ตรงต่อความเป็นจริง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงได้ประเมินอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มเติมโดยเอาเงินประกันที่โจทก์วางไว้กับจำเลยแล้วได้แจ้งให้โจทก์ทราบ

โจทก์ได้มีหนังสือปฏิเสธการชำระเงินเพิ่มนี้ และขอให้จำเลยยกเลิกคำสั่งงดผ่านพิธีการกับขอผ่อนผันพิธีการของจำเลยแต่จำเลยได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งกับข้อเสนอของโจทก์ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ตรวจสอบราคาสินค้าของโจทก์แล้วมีความเห็นให้เรียกอากรขาเข้าและภาษีการค้าเพิ่มแล้ว จำเลยก็ได้มีแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีการค้ารวม 10 ฉบับ แต่ละฉบับได้แจ้งผลการประเมินตามรายการภาษีอากรที่สำแดง ภาษีอากรที่ประเมินเพิ่มแล้วมีรายการแยกรายละเอียดเป็นยอดเงินเพิ่มสำหรับอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าได้มีการประเมินภาษีการค้าโดยเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 87(2) แล้ว

หากโจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 30 เสียก่อน เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีอันเป็นการใช้สิทธิอุทธณณ์ต่อศาลได้ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้กำหนดราคาสินค้าขึ้นใหม่และใช้ราคาที่กำหนดขึ้นนี้เป็นเกณฑ์คำนวณเพื่อเรียกเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าโดยไม่ได้ปฏิบัติตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 เห็นว่าบทกฎหมายดังกล่าวเป็นกรณีที่ราคาอันแท้จริงของสินค้าในการซื้อขายหลายรายหรือในท้องตลาดหลายแห่งอาจไม่ตรงกัน กรณีเช่นนี้อธิบดีกรมศุลกากรย่อมมีอำนาจกำหนดราคาสินค้าในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ให้ถือราคานั้นเป็นเกณฑ์ในการประเมินอากร

ส่วนข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยกำหนดราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเฉพาะเครื่องสำอางโคซี่ที่โจทก์นำเข้าและสำแดงราคาคลาดเคลื่อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่ขัดต่อพระราชกำหนดพิกัดอัตราสุดท้าย พ.ศ. 2503มาตรา 9 แต่อย่างใด แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า ราคาสินค้าที่จำเลยกำหนดเป็นเกณฑ์ในการประเมินภาษีอากรรายนี้ถูกต้องและชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มาโนช เพียรสนอง · อภินย์ ปุษปาคม · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้