คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ5 เดือน รวมจำคุก 10 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ร่วม ก็เพื่อจะนำไปใช้ทำงานในเหมืองแร่ของจำเลย ในเมื่อตั้งแต่รับรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ร่วม รถเสียไม่สามารถใช้ทำงานได้ตลอดมา จำเลยได้ขอคืนรถแก่โจทก์ร่วมและขอรับเช็คทั้งสองฉบับที่สั่งจ่ายมอบให้โจทก์ร่วมคืนโจทก์ร่วมก็ไม่ยอมคืนให้ พฤติการณ์เช่นนี้มีเหตุผลสมควรที่จำเลยจะมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินดังกล่าวได้ ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องจึงไม่มีเจตนาทุจริต ทั้งยังได้ความจากคำจำเลยและคำให้การชั้นสอบสวนของนายพิชิต จุลฤกษ์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาราชบุรี ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมอ้างเป็นพยานตามเอกสารหมาย
จ.5 ว่า จำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคารในวงเงิน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2525 ดังนั้นแม้ในวันสั่งจ่ายเช็ค จำเลยจะเป็นหนี้ธนาคารอยู่ 149,969.99 บาทและ 151,791.48 บาทก็ตาม แต่นายพิชิตได้ให้การยืนยันว่า ถ้าจำเลยร้องขอมาล่วงหน้าให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวธนาคารจ่ายเงินจะจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวให้แสดงว่าจำเลยมีเงินพอจ่ายตามเช็คทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.