Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกเงินค่าสุราสำรอง โจทก์ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิและได้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปแล้วประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนจึงมีว่าจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่จำเลยที่ 1 ชำระไม่ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยให้การว่าชำระแก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้วประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้โจทก์ครบถ้วนหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนและคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เข้ามาดำเนินการในโรงงานโดยมีข้อตกลงในการผลิตและจำหน่ายสุรา ค่าตอบแทนพิเศษ ส่วนแบ่งกำไรสุทธิและข้อตกลงอื่น ๆ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันนอกเหนือไปจากสัญญาเช่าธรรมดา เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิมิใช่ค่าเช่า ทั้งมิได้กำหนดจำนวนเงินกันไว้แน่นอน แม้จะกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 จึงต้องใช้อายุความในบททั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 มีกำหนด 10 ปี การที่จำเลยที่ 1 ได้ตอบหนังสือทวงถามของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1พร้อมจะจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่ยังส่งไม่ครบถ้วน พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาเช่า แต่มีเงื่อนไขว่าขอให้รอฟังผลคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรในปัญหาเรื่องการคำนวณกำไรสุทธิก่อน แสดงว่าจำเลยที่ 1 เห็นว่าการคำนวณส่วนแบ่งกำไรสุทธิของตนนั้นถูกต้องแล้ว มิได้ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามที่ทวงถามแต่อย่างใด ส่วนข้อความที่ว่าจะนำหนังสือค้ำประกันมามอบให้โจทก์นั้น ก็เป็นเพียงคำเสนอให้โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากระทำผิดสัญญาเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 อย่างไรก็ตาม หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความในเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิและดอกเบี้ยส่วนเกิน 10 ปี และ 5 ปี ซึ่งขาดอายุความในวันทำหนังสือดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 192 จำเลยที่ 1 จึงหามีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวไม่ ทั้งหนี้เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิและดอกเบี้ยส่วนที่ขาดอายุความนั้น แม้จำเลยจะสามารถยกขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ก็ตาม แต่อายุความย่อมไม่ตัดรอน การหักกลบลบหนี้โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ได้ถ้าเวลาที่อาจจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ได้นั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 การแสดงเจตนาของโจทก์จึงมีผลย้อนหลังขึ้นไปถึงวันที่ 23 มกราคม 2523ซึ่งเป็นเวลาที่อาจหักกลบลบหนี้ได้เป็นครั้งแรก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 342 วรรคสอง ในวันดังกล่าวเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นหนี้เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิของปี 2522 นับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แม้หนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้โจทก์บางส่วนจะขาดอายุความซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่เป็นผู้ค้ำประกันมีสิทธิที่จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็ตาม แต่เมื่อหนี้ส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่ขาดอายุความมีเกินกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องรับผิดเต็มตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์เรียกเงินค่าสุราสำรองที่ศาลแพ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1มาฟ้องแย้งเรียกเงินค่าสุราสำรองจำนวนเดียวกันกับที่ได้ฟ้องในคดีดังกล่าวในคดีนี้อีก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนของกำไรสุทธิที่เป็นส่วนแบ่งของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว จึงเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่ชำระแทนโจทก์ โจทก์จะมีหน้าที่เสียภาษีหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินในส่วนนี้ และไม่อาจรับช่วงสิทธิจากกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังมาเรียกร้องได้อีกเช่นเดียวกันจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งได้ สัญญาค้ำประกันข้อ 2 มีใจความว่า จำเลยที่ 3 ยอมรับรู้และยินยอมด้วยในกรณีที่โจทก์ได้ยินยอมให้ผัดหรือผ่อนเวลา หรือผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบโดยไม่ชักช้าเท่านั้นทั้งการที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในทันทีที่หนี้ถึงกำหนดชำระไม่ใช่การผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ จำเลยที่ 1 มิได้ตกลงให้โจทก์นำเงินค่าสุราสำรองมาหักกลบลบหนี้ตามข้อเสนอของโจทก์ แต่โจทก์ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าโรงงานสุราบางยี่ขันเพื่อใช้สิทธิในการผลิตและจำหน่ายสุราจากโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการผลิตและจำหน่ายสุราตามสัญญาที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีตามประมวลรัษฎากรให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นธนาคารได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2513ถึงปี พ.ศ. 2522 ให้ครบถ้วนถูกต้องตามสัญญา ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน102,662,939.59 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปีในต้นเงิน 68,121,078.96 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2526จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 รับผิดในวงเงินไม่เกินธนาคารละ 8,125,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า

จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้โจทก์ตามสัญญาโดยไม่ผิดนัด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรในจำนวนเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธินั้น แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ได้ชำระภาษีต่อกรมสรรพากรแทนโจทก์ไปเป็นเงิน 93,914,990.86 บาท โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนให้จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี นับถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 176,799,296.77 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้จากจำนวนเงินค่าสุราสำรองซึ่งโจทก์ได้รับมาจากผู้เช่ารายใหม่เต็มจำนวนตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2523 โจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระเงินค่าสุราสำรองให้จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 102,916,169.09บาท จำเลยที่ 1 เคยฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระค่าสุราสำรองพร้อมค่าเสียหายต่อศาลแพ่ง

โจทก์ให้การต่อสู้ในคดีดังกล่าวว่าได้นำเงินค่าสุราสำรองไปหักกลบลบหนี้กับส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่จำเลยที่ 1ส่งไม่ครบ และเมื่อหักแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิ 9,729,653.24 บาท แต่ไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกเงินดังกล่าวในคดีนั้น กลับมาฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นมูลความแห่งคดีเดียวกัน และไม่กล่าวถึงการหักกลบลบหนี้แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องโจทก์กับให้โจทก์ชำระเงินค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ชำระแทน 176,799,296.77บาท และค่าสุราสำรอง 102,916,169.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปีของต้นเงิน 93,914,990.86 บาท และ74,094,977.67 บาท ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ด้วยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า

โจทก์ผ่อนเวลาให้จำเลยที่ 1โดยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ทราบ จึงหลุดพ้นความรับผิดฟ้องโจทก์ขาดอายุความจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินพอชำระหนี้โจทก์ได้โจทก์ชอบที่จะบังคับการชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ก่อน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1มีหน้าที่ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่กรมสรรพากร มิใช่เป็นการชำระภาษีแทนโจทก์ ฟ้องแย้งขาดอายุความ ฟ้องแย้งเงินค่าสุราสำรองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14267/2526 ของศาลแพ่งขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์จำนวน 8,061,737.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดชำระให้โจทก์ธนาคารละ 8,125,000 บาท

คำขอของโจทก์นอกจากนี้และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่โจทก์มิได้ฟ้องแย้งเรียกเงินค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิมาในคดีแพ่งหมายเลขดำ หมายเลขแดงที่ 14267/2527ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เรียกเงินค่าสุราสำรอง แต่กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิในคดีนี้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่าในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เรียกเงินค่าสุราสำรองโจทก์ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิและได้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปแล้ว

ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวจึงมีว่า จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิหักกลบลบหนี้หรือไม่แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่จำเลยที่ 1ชำระไม่ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยที่ 1 ให้การว่าชำระแก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิให้โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวและคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำส่วนปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่าตามสัญญาเช่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เข้ามาดำเนินการในโรงงานสุราบางยี่ขันโดยมีข้อตกลงในการผลิตและจำหน่ายสุรา ค่าตอบแทนพิเศษ ค่าส่วนแบ่งกำไรสุทธิ และข้อตกลงอื่น

ๆ อีกหลายประการสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันนอกเหนือไปจากสัญญาเช่าธรรมดา เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิมิใช่ค่าเช่า ทั้งมิได้กำหนดจำนวนเงินกันไว้แน่นอน แม้จะกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา กรณีก็ไม่ต้องด้วยอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166 จึงต้องใช้อายุความในบททั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 มีกำหนด10 ปี

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2526 จึงมีเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิบางปี และดอกเบี้ยบางส่วนเกิน 10 ปี และ 5 ปีนับแต่วันถึงกำหนดชำระและขาดอายุความแล้ว การที่จำเลยที่ 1ได้ตอบหนังสือทวงถามของโจทก์มาตามหนังสือลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2523มีความว่า "ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิของปีก่อนมาคำนวณหักเป็นรายจ่ายของปีถัดไปได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรอยู่ ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาพิพากษาว่ารายจ่ายส่วนแบ่งกำไรต้องห้ามมิให้หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) แล้ว จำเลยที่ 1 ก็พร้อมจะจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่ยังส่งไม่ครบถ้วน

พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ตามสัญญาเช่าและตามกฎหมายซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องชำระทันที ขอให้รอฟังผลคำพิพากษาของศาลฎีกาในประเด็นนี้ก่อน และเพื่อเป็นหลักประกันจะได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่เชื่อถือได้มามอบไว้แก่โจทก์ต่อไป" นั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้ในหนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 พร้อมจะจ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิที่ยังส่งไม่ครบถ้วนพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาเช่า แต่ก็มีเงื่อนไขว่าขอให้รอฟังผลคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรในปัญหาเรื่องการคำนวณกำไรสุทธิก่อน แสดงว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่าการคำนวณส่วนแบ่งกำไรสุทธิของตนนั้นถูกต้องแล้ว มิได้ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามที่ทวงถามแต่อย่างใด

ส่วนข้อความที่ว่าจะนำหนังสือค้ำประกันมามอบให้โจทก์นั้น ก็เป็นเพียงคำเสนอให้โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนากระทำผิดสัญญาเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 อย่างไรก็ตาม หนังสือดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความในเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิและดอกเบี้ยส่วนที่เกิน 10 ปี และ 5 ปีซึ่งขาดอายุความไปแล้วในวันทำหนังสือดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 จำเลยที่ 1 จึงหามีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวไม่ ทั้งหนี้เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิและดอกเบี้ยส่วนที่ขาดอายุความนั้น

แม้จำเลยจะสามารถยกขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ก็ตามแต่อายุความย่อมไม่ตัดรอนการหักกลบลบหนี้ โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ได้ถ้าเวลาที่อาจจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ได้นั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความข้อเท็จจริงได้ความจากคำรับของโจทก์จำเลยว่า ในวันที่ 23 มกราคม2523 โจทก์ได้รับเงินค่าสุราสำรองซึ่งจะต้องคืนแก่จำเลยที่ 1เป็นเงิน 74,094,977.67 บาท และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1ค้างชำระเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิของปี พ.ศ. 2514 ถึงปี พ.ศ. 2522พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาซึ่งโจทก์คิดไม่เกิน 5 ปี รวมเป็นเงิน82,156,715.56 บาท เมื่อปรากฏว่าในวันดังกล่าว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิและดอกเบี้ยส่วนที่ไม่เกิน5 ปี

ยังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ทั้งสองจำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 344 โจทก์ได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 แล้วตามหนังสือลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2524 การแสดงเจตนาของโจทก์จึงมีผลย้อนหลังขึ้นไปถึง วันที่ 23 มกราคม 2523 ซึ่งเป็นเวลาที่อาจหักกลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 342 วรรคสอง ในวันดังกล่าวเมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นหนี้เงินส่วนแบ่งกำไรสุทธิของปี พ.ศ. 2522อยู่อีก 8,061,737.89 บาท นับจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึง 10 ปีคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเป็นการค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตลอดอายุสัญญา

แม้หนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้โจทก์บางส่วนจะขาดอายุความซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่เป็นผู้ค้ำประกันมีสิทธิที่จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็ตาม แต่เมื่อหนี้ส่วนที่เหลือซึ่งยังไม่ขาดอายุความมีเกินกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องรับผิดเต็มตามสัญญาค้ำประกันปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์เรียกเงินค่าสุราสำรองที่ศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14267/2527 คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 มาฟ้องแย้งเรียกเงินค่าสุราสำรองจำนวนเดียวกันกับที่ได้ฟ้องในคดีดังกล่าวในคดีนี้อีก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)

ส่วนที่จำเลยที่ 1ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนของกำไรสุทธิที่เป็นส่วนแบ่งของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1ได้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวแก่กรมสรรพากรแทนโจทก์ไปแล้วนั้น เห็นว่า กำไรสุทธิดังกล่าวเป็นเงินรายได้ของจำเลยที่ 1ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วดังกล่าว จึงเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เอง มิใช่ชำระแทนโจทก์ โจทก์จะมีหน้าที่เสียภาษีหรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิมาเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินในส่วนนี้ และไม่อาจรับช่วงสิทธิจากกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังมาเรียกร้องได้อีกเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งได้ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า

โจทก์ยินยอมให้ผ่อนเวลาแก่จำเลยที่ 1 โดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ และโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 นำเงินค่าโอนขายสุราสำรองมาหักกลบลบหนี้ เป็นการตกลงเสนอเงื่อนไขวิธีการชำระหนี้เป็นอย่างอื่นหรือเป็นการผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3ทราบเป็นการผิดเงื่อนไขตามข้อ 2 ของหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดนั้นเห็นว่าสัญญาค้ำประกัน ข้อ 2มีใจความว่า จำเลยที่ 3 ยอมรับรู้และยินยอมด้วยในกรณีที่โจทก์ได้ยินยอมให้ผัดหรือผ่อนเวลา หรือผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเพียงแต่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 3ทราบโดยไม่ชักช้าเท่านั้น ทั้งการที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในทันทีที่หนี้ถึงกำหนดชำระไม่ใช่การผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้

สำหรับกรณีที่ว่าโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 นำเงินค่าโอนขายสุราสำรองมาหักกลบลบหนี้เป็นการตกลงเสนอเงื่อนไขวิธีการชำระหนี้เป็นอย่างอื่นนั้น เห็นว่า จากหนังสือโต้ตอบระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ตกลงให้โจทก์นำเงินค่าสุราสำรองมาหักกลบลบหนี้ตามข้อเสนอของโจทก์แต่ประการใด แต่โจทก์ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้