Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ด. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับเดิม) ในขณะที่ ด. มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5อยู่แล้ว การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ด. จึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1490 และ 1445(เดิม) โจทก์ที่ 1จึงมิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ด. ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ ด.แม้การสมรสระหว่างด. กับโจทก์ที่ 1จะยังไม่มีคำพิพากษาเพิกถอนหรือพิพากษาว่าเป็นโมฆะ แต่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ เพราะจำเลยได้ต่อสู้เป็นประเด็นไว้มรดกอยู่ระหว่างจัดการแบ่งให้ทายาท โจทก์ฟ้องคดีแม้จะเกิน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย คดีก็ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754เอกสารมีข้อความว่า 'บัดนี้ ว. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้จัดการแบ่งมรดกตามที่ควรได้เป็นจำนวนเงิน10,000 บาทไว้เป็นที่เรียบร้อยซึ่งผู้รับได้รับไว้ถูกต้องทุกประการแล้ว และขอรับรองไว้ในหนังสือนี้ว่า ข้าพเจ้าหมดสิทธิในกองมรดกทั้งหมดด้วย' ซึ่งโจทก์ที่ 1 ที่ 2ลงชื่อไว้ก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกบอกในวันทำเอกสารว่าใครมารับเงินก็ต้องเซ็นชื่อ ในวันทำเอกสารนี้โจทก์ที่2 ที่ 3 ยังไม่ทราบว่ามีที่ดินเป็นทรัพย์มรดกเพราะผู้จัดการมรดกไม่เคยบอกให้ทราบ ทั้งเอกสารก็ไม่ได้ระบุชัดว่าโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่ต้องการที่ดินมรดกดังนั้นที่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 รับรองว่าหมดสิทธิในกองมรดกด้วยซึ่งหมายความถึงเฉพาะเงินอันเป็นส่วนแบ่งบางส่วนของกองมรดกซึ่งโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ได้รับไปเท่านั้น โจทก์ที่ 2ที่ 3 ยังมีสิทธิรับที่ดินซึ่งเป็นมรดก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนโจทก์ที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตรของนายเดือนอันเกิดจากโจทก์ที่ 1 (ภริยาคนที่ 3) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของนายเดือน เกิดจากนางอารีย์ ซึ่งเป็นสามีภริยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 (ภริยาคนที่ 2) จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายเดือนด้วย จำเลยที่ 5 เป็นบุตรของนายเดือนอันเกิดจากนางเขียน (ภริยาคนที่ 1) ซึ่งอยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 นางเขียนและนางอารีย์ได้ทิ้งร้างกับนายเดือนมานานแล้ว นายเดือนถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรม นางวันน้องผู้ตายได้ยื่นขอเข้าเป็นผู้จัดการมรดก แต่นางวันได้ถึงแก่กรรมไปโดยยังจัดการมรดกไม่เสร็จ

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเดือนต่อไป ในการยื่นคำร้องนี้ จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันปกปิดความจริงโดยมิได้ระบุชื่อโจทก์ทั้งสามลงในบัญชีเครือญาติ ทั้งที่จำเลยทั้งห้ารู้ดีแล้วว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิรับมรดกของนายเดือนในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายนายเดือนมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 101 ไร่ 1 งาน 64 ตารางวา ที่ดินตำบลบางลำภูล่าง เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ แล้วจำเลยที่ 1 นำที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 678 ไปจดทะเบียนแบ่งแยกเป็นโฉนดย่อย 5 โฉนด โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้า การกระทำของจำเลยทั้งห้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ตำบลสาวชะโงก

อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นโฉนดย่อย และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินโฉนดย่อย ซึ่งได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 57 ไร่ 94.7 ตารางวา ให้โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จำนวนคนละ 6 ไร่ 2 งาน 12.7 ตารางวาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาท เพราะทรัพย์พิพาทเป็นสินเดิมของนายเดือน นางอารีย์มารดาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้อยู่กินฉันสามีภริยาตลอดมาจนกระทั่งนายเดือนถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายเดือนตกเป็นโมฆะเพราะนายเดือนมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ได้ทำหนังสือสละมรดกแล้ว

นางวันผู้จัดการมรดกนายเดือนได้แบ่งปันมรดกทรัพย์พิพาทให้จำเลยแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ทรัพย์พิพาทโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ต่อมานายวันถึงแก่กรรมยังไม่ทันแบ่งแยกที่ดินให้จำเลย จำเลยที่ 1 จึงได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อเพื่อจัดการแบ่งแยกโฉนดให้แก่จำเลยอื่นฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1755 แล้วขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 5 เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเดือนตามคำสั่งศาลแบ่งให้ในฐานะจำเลยที่ 5 เป็นทายาทกองมรดก โจทก์ทั้งสามมิได้เป็นภริยาและบุตรอันชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนเพราะนางเขียนมารดาจำเลยที่ 5 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 5 และมิได้เลิกร้างกัน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางเขียนและนางอารีย์ เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนเจ้ามรดก และสมรสกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 นายเดือนได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะสมรสกับนายเดือนที่ดินโฉนดเลขที่ 678 จึงเป็นสินส่วนตัวของนายเดือน โจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร 1 ใน 10 ส่วน เป็นเนื้อที่ 10 ไร่ 56.4 ตารางวา ส่วนโจทก์ ที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเดือน มีสิทธิรับมรดกด้วยหนังสือสละมรดก หาเป็นสัญญาประนีประนอมหรือเป็นหนังสือสละมรดกไม่ โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินคนละ 1 ใน 10 ส่วน เป็นเนื้อที่คนละ 10 ไร่ 56.4 ตารางวา

มรดกของผู้ตายอยู่ระหว่างจัดการมรดก คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วให้รวมเข้าเป็นโฉนดใหญ่ให้แบ่งแยกที่ดินโฉนดดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละ 10 ไร่ 56.4 ตารางวาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างนายเดือนกับโจทก์ที่ 1 ยังมิได้ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาของศาลหรือศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะ โจทก์ที่ 1 จึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเดือนหนังสือสละมรดกของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้นำมอบไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เป็นหนังสือแสดงเจตนาสละมรดก แต่เข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลเป็นการแบ่งมรดกตามมาตรา 1750 วรรคสอง โจทก์ที่ 2 ที่ 3 จึงหมดสิทธิรับมรดก คดีไม่ขาดอายุความ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้โจทก์ที่ 1 ได้รับส่วนเนื้อที่ 10 ไร่ 56.4 ตารางวา ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนนายเดือนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับเดิม) นายเดือนมีภริยาคือนางเขียนมารดาจำเลยที่ 5 และนางอารีย์มารดาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายเดือนจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 และ 1445 (เดิม) เพราะนายเดือนเป็นสามีของนางเขียนและนางอารีย์อยู่ก่อนแล้วโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเดือน ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายเดือน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ยังมิได้ถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาของศาลหรือศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะ โจทก์ที่ 1 ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะไม่ได้นั้น เห็นว่าศาลยกขึ้นวินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ เพราะจำเลยได้ต่อสู้เป็นประเด็นไว้แล้วมรดกรายนี้อยู่ระหว่างจัดการแบ่งให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกต่อจากนางวันผู้จัดการมรดกคนก่อนซึ่งถึงแก่กรรม และปกครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่น ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกตามฟ้องไปเป็นของจำเลยทั้งห้า โจทก์ฟ้องคดีนี้แม้จะเกิน 1 ปี นับแต่นายเดือนเจ้ามรดกตายคดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิรับมรดกอยู่เพราะหนังสือสละมรดกไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาเชื่อว่าในวันทำหนังสือดังกล่าวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่ทราบว่ามีที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกเพราะนางวันผู้จัดการมรดกไม่เคยบอกให้ทราบ หนังสือนั้นมีข้อความว่า "บัดนี้นางวัน คณิตวิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ได้จัดการแบ่งมรดกตามที่ควรได้เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ไว้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผู้รับได้รับไว้ถูกต้องทุกประการแล้ว และขอรับรองไว้ในหนังสือนี้ว่าข้าพเจ้าหมดสิทธิในกองมรดกทั้งหมดด้วย" ก็มิได้ระบุไว้ชัดว่าโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ไม่ต้องการที่ดินมรดก ฉะนั้น ที่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 รับรองว่าหมดสิทธิในกองมรดกด้วยจึงหมายถึงเฉพาะเงินอันเป็นส่วนแบ่งบางส่วนของกองมรดกซึ่งโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ได้รับไปเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับกองทรัพย์มรดกรายพิพาทนี้หนังสือดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาท โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ยังมีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ตำบลสาวชะโงก อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่จำเลยทั้งห้าแบ่งแยกไปแล้วให้รวมเข้าเป็นโฉนดเดิม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 678 ให้โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละ 10 ไร่ 56.4 ตารางวา ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนทร วรรณแสง · พยนต์ ยาวะประภาษ · สุทิน เลิศวิรุฬห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้