Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 374/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ให้ผู้อื่นลงชื่อเป็นผู้ให้เช่าซื้อแทน โดยมีเจ้าหน้าที่รับรองถึงความถูกต้องเพราะต้นฉบับได้มีการอ้างส่งไว้ในสำนวนคดีของศาล และจำเลยก็มิได้คัดค้านว่าสำเนาไม่ถูกต้อง กรณีนี้จึงไม่จำต้องใช้ต้นฉบับก็รับฟังได้ และหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป ไม่จำต้องระบุว่าจะให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญากับผู้ใด สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ทำขึ้นก็ไม่เป็นโมฆะ สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าในกรณีที่รถเสียหายทั้งสิ้น หรือถูกทำลายสิ้นเชิงหรือไม่สามารถซ่อมแซมดังเดิมได้ ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อนั้น ข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับได้ โดยมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากพฤติการณ์ปรากฏว่าสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงได้ การฟ้องขอให้คืนทรัพย์ที่เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์คืนจึงมีอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ.มาตรา 164 มิใช่มีอายุความ6 เดือนหรือ 2 ปี ตามมาตรา 562,563 หรือ มาตรา 165(6).โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มอบอำนาจให้นายวิโรจน์ อรุณพันธ์ และหรือนายบรรเจิด เย็นมนัส เป็นผู้ฟ้องคดีแทน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ราคา 481,248 บาทชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด งวดละ 13,368 บาท จนกว่าจะครบ 36 งวดโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 12 งวด ถึงงวดประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2525 ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อประสบอุบัติเหตุถ้าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าเสียหายแล้วจะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างทั้งหมดให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดแล้วแต่เพิกเฉยไม่ยอมชำระโจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากคืนไม่ได้ ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 320,832 บาท แก่โจทก์ หากรถที่เช่าซื้อเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมได้ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระทั้งหมดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 400 บาท นับแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 หนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจของโจทก์ และไม่ใช่การมอบอำนาจให้มาทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าซื้อตามฟ้องจึงเป็นโมฆะ รถยนต์ที่เช่าซื้อไปประสบอุบัติเหตุไม่อาจใช้การได้โดยการกระทำของบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป คดีของโจทก์ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงมากเกินไป ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระเงิน 320,832 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเฉพาะดอกเบี้ยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาแรกมีว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นโมฆะหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นเพียงสำเนาภาพถ่ายและมิได้มีรอยตราของบริษัทโจทก์ประทับอยู่ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าบริษัทโจทก์ได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นลงชื่อเป็นคู่สัญญาแทนนั้น ได้ความว่าสำเนาภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ขอคัดมาจากศาลแพ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่รับรองถึงความถูกต้อง เพราะต้นฉบับได้มีการอ้างส่งไว้ในสำนวนคดีแพ่งดำที่1424/2527 สำเนาภาพถ่ายเอกสารดังกล่าวยังมีข้อความว่าต้นฉบับมีรอยตราดุลประทับอยู่แสดงว่าข้อความทั้งหมดรวมทั้งรอยตราประทับตามสำเนาภาพถ่ายดังกล่าวตรงกับต้นฉบับที่ได้ส่งไว้ในอีกคดีหนึ่งนอกจากนี้ยังได้ความว่าในขณะที่โจทก์ส่งเอกสารดังกล่าว

จำเลยทั้งสองก็มิได้ค้านว่าสำเนาไม่ถูกต้องไม่ตรงกับต้นฉบับ แสดงว่าจำเลยทั้งสองรับถึงความถูกต้องว่าตรงกับต้นฉบับแล้ว เมื่อได้ความตามสำเนาภาพถ่าย หนังสือมอบอำนาจหมาย จ.4 ว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาท บริษัทโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาววีรวรรณ กิติทีฆกุลและนายวิโรจน์ อรุณพันธ์ ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทน กรณีจึงไม่จำต้องใช้ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป ไม่จำต้องมีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยทั้งสองหรือจะต้องให้บริษัทโจทก์เจ้าของทรัพย์เป็นผู้ลงนามด้วยตนเองเพราะกรณีนี้มอบหมายให้ทำแทนกันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาว่าสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไม่เป็นโมฆะชอบแล้ว

ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่นั้นในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกามีความว่า เมื่อจำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายอันเกิดจากขาดประโยชน์ในการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายใด ๆ รวมทั้งค่าเช่าซื้อในส่วนที่ขาดอีกด้วยนั้นเห็นว่ากรณีทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายหรือถูกทำลาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไป ดังนั้นสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาย่อมสิ้นสุดลงด้วยหากทรัพย์สินที่เช่าซื้อสูญหายหรือถูกทำลายไปมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยผู้เช่าซื้อ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดค่าเสียหายที่โจทก์อาจนำรถไปแสวงหาประโยชน์ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา แต่เมื่อสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทตามเอกสารหมาย

จ.3 ข้อ 6 วรรคสาม ระบุว่าในกรณีที่รถนั้นเสียหายทั้งสิ้น...หรือถูกทำลายสิ้นเชิงหรือไม่สามารถซ่อมแซมดังเดิมได้ ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเกิดอุบัติเหตุเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้คือเสียหายโดยสิ้นเชิง และจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ไปบางส่วนแล้วยังคงขาดอยู่อีก 320,832 บาท ก็จะครบจำนวนตามสัญญาดังนั้นจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าซื้อจำนวนส่วนที่ขาดอยู่ให้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา ฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อนี้ต่อไปว่า ค่าเช่าซื้อส่วนที่ขาดจำนวนเงิน 320,832 บาท นั้นสูงเกินไป

เห็นว่ารถยนต์พิพาทมีราคาเป็นเงินสด 540,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงินสด 190,000 บาทที่เหลือ 350,000 บาท จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อในราคา481,248 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชำระให้โจทก์ไปบางส่วนแล้วหากไม่มีการผิดสัญญาโจทก์ก็ควรจะได้รับเงินอีก 320,832 บาท และในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ควรจะได้ประโยชน์จากการใช้รถด้วยเมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดหรือเลิกกันโดยมิใช่ความผิดของฝ่ายใดโดยปกติแล้วคู่สัญญาก็ควรจะได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อจำเลยที่ 1ไม่ได้ประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อ โจทก์ก็ไม่ควรได้รับเงินค่าเช่าซื้อในส่วนที่ยังขาดอยู่ตอบแทนด้วย แต่สำหรับกรณีนี้มีสัญญากำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรับผิดใช้เงินจำนวนค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์พิพาทมีราคาเป็นเงินสด 540,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระแล้ว190,000 บาท คงค้างอยู่ 350,000 บาท แต่ทำสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโจทก์ควรได้ดอกเบี้ย 1 ใน 3 ส่วนของจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดจากนายวิโรจน์ อรุณพันธ์ พยานโจทก์ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยล่วงหน้าไว้ในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อได้ 12 งวด หรือ 1 ใน 3 ของระยะเวลาจะต้องปฏิบัติตามสัญญา สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโจทก์ควรได้ดอกเบี้ย1 ใน 3 ส่วนของจำนวนดอกเบี้ยทั้งหมดที่ควรจะได้เท่านั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วเห็นสมควรลดค่าดอกเบี้ยจากจำนวน 1 แสนบาทคงเหลือ 66,000 บาท เมื่อนำไปหักกับจำนวนค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ 320,832 บาท ตามสัญญาแล้วคงเหลือเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิด 254,832 บาท

ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้บางส่วนฟังขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าตามฟ้องของโจทก์เป็นกรณีขอให้จำเลยทั้งสองคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาค่าเช่าซื้อในส่วนที่ยังขาดอยู่ เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความเรื่องนี้ไว้โดยตรง จึงไม่ตกอยู่ในบังคับอายุความ 6 เดือนหรือ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 562, 563 หรือมาตรา 165(6)ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาเพราะโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์ที่เช่าซื้อชำรุดเสียหายหรือค่าเช่าที่ค้างชำระ แต่เป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืน จึงอยู่ในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 164 เมื่อสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 8พฤศจิกายน 2525 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2529ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน256,248 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมาน เวทวินิจ · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้