Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3739/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน้าที่และการปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติของจำเลยมีจริงหรือไม่ เป็นองค์ประกอบสำคัญในความผิดที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ว่าฟ้องโจทก์ไม่บรรยายแจ้งชัดว่าจำเลยมีหน้าที่และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยตามคำฟ้องโจทก์ว่าไม่เป็นความผิด จึงเป็นคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) โจทก์จึงฟ้องจำเลยในการกระทำความผิดอย่างเดียวกันกับคดีก่อนอีกไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ โดยจำเลยที่ 1ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน จำเลยที่ 2ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 3ดำรงตำแหน่งนิติกรระดับ 6 โจทก์เคยเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการตำแหน่งครั้งสุดท้ายก่อนถูกปลดออกจากราชการเป็นศึกษานิเทศก์ 8เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2534 โจทก์ถูกปลดออกจากราชการตามคำสั่งกรมการศึกษานอกโรงเรียนที่ 1984/2534 และคำสั่งที่ 1986/2534ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2534 ทั้ง 2 คำสั่ง หลังจากที่โจทก์ถูกลงโทษตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านต่อคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ตามระเบียบ

การที่กรมการศึกษานอกโรงเรียนมีคำสั่งลงโทษโจทก์นั้น จำเลยที่ 1มีหน้าที่รายงานการลงโทษดังกล่าวไปยังคณะกรรมการข้าราชการครู(ก.ค.) ภายในกำหนด 30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้สำนวนคืนจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2535ถึงวันที่ 1 เมษายน 2535 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ร่วมกันทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อนได้เจตนากลั่นแกล้งโจทก์โดยร่วมมือกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ร่วมกันไม่ยอมส่งสำนวนการสอบสวนตามคำสั่งที่ 1984/2534 และ 1986/2534 ไปให้คณะกรรมการข้าราชการครู(ก.ค.) พิจารณา จนกระทั่งโจทก์ต้องร้องเรียนไปยังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและนายกรัฐมนตรี จากการร้องเรียนดังกล่าวในที่สุดจำเลยที่ 1ได้ส่งสำเนาการสอบสวนตามคำสั่งที่ 1984/2534ไปให้คณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) พิจารณาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2535 และคำสั่งที่ 1986/2534 จำเลยที่ 1 ส่งสำนวนไปเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2535 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลา30 วัน ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.)ไปหลายเดือน การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งหากคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.)ยังมิได้รับสำนวนดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 83 และ 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว

เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ตามพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยที่ 1 รับราชการมานานมีส่วนทำประโยชน์แก่ประเทศชาติอยู่บ้าง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาสั่งรับฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 เดียวกับคดีนี้ในข้อหาและข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำเป็นความผิดอย่างเดียวกันกับคดีนี้ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คือคดีหมายเลขแดงที่ 7039/2535ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกานี้มีว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ระบุเหตุว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร คำฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

นั้น เป็นการวินิจฉัยในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน้าที่และการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติของจำเลยที่ 1 มีจริงหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในความผิดที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำตามฟ้อง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ระบุว่าฟ้องโจทก์ไม่บรรยายแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร จึงเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องโจทก์ว่าไม่เป็นความผิดตามที่กล่าวหาแล้ว จึงเป็นคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นถูกต้องแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · จิระ บุญพจนสุนทร · ชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568

การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2567

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันฉ้อโกงโจทก์โดยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์โอนเงิน 1,000,000 บาทให้จำเลยที่ 1 โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 อั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2567

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว แม้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจนเป็นที่พอใจและ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้