Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3736/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) จะห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อมาตรา 88 แต่ในมาตรา 87 (2) นั่นเองได้บัญญัติต่อไปว่า "?แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" เมื่อปรากฏว่าพยานบุคคลที่โจทก์ทั้งสองอ้าง เป็นพนักงานขายซึ่งมีหน้าที่ติดตามหนี้สินรายนี้จากจำเลยที่ 3 อันเป็นพยานสำคัญในคดี ทั้งจำเลยที่ 3 ก็มีโอกาสถามค้านและนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้ได้ ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้นั้น จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการที่จะให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อสำคัญในคดีเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญเช่นนั้น ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของพยานบุคคลที่โจทก์ทั้งสองอ้างเป็นพยานหลักฐานได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,274,730.55 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,360,741.47 บาท และของต้นเงิน 508,256.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ในมูลหนี้ตามฟ้องกับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินค้าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม การคิดดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยตามฟ้องผิดทั้งหมด เพราะโจทก์ทั้งสองสามารถคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น และโจทก์ทั้งสองไม่เคยทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,837,288.22 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,837,288.22 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสาม แต่เนื้อหาในฎีกาคงมีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เท่านั้นที่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ฎีกา ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 คดีนี้และแต่งตั้งให้บริษัทสำนักงานกฎหมายฟาร์อีสท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทำแผนตามคดีหมายเลขแดงที่ 445/2543 ของศาลล้มละลายกลาง โจทก์จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวศาลล้มละลายกลางก็มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ย่อมเป็นการผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตาม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง หนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการและแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 การที่โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมพร้อมบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม (ขอระบุนางสาวยุพินเป็นพยาน) ล่วงพ้นระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสองจะยื่นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสอง แล้ว ที่ถูกโจทก์ทั้งสองจะต้องดำเนินการตามมาตรา 88 วรรคสาม โดยยื่นเป็นคำร้องแสดงเหตุผลตามที่มาตรา 88 วรรคสาม กำหนดไว้ แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำแถลงดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ และให้โจทก์ทั้งสองนำนางสาวยุพินเข้าเบิกความในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่าฝืนต่อมาตรา 88 วรรคสองและวรรคสาม อย่างชัดแจ้ง คำเบิกความของนางสาวยุพิน จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานได้นั้น

ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) จะห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ยื่นฝ่าฝืนต่อมาตรา 88 แต่ในมาตรา 87 (2) นั้นเองได้บัญญัติต่อไปว่า ?แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อปรากฏว่านางสาวยุพินพยานบุคคลที่โจทก์ทั้งสองอ้าง เป็นพนักงานขายซึ่งมีหน้าที่ติดตามหนี้สินรายนี้จากจำเลยที่ 3 อันเป็นพยานสำคัญในคดี ทั้งจำเลยที่ 3 ก็มีโอกาสถามค้านและนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้ได้ ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด

การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้นั้นจึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการที่จะให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อสำคัญในคดีเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญเช่นนั้น ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจรับฟังคำเบิกความของนางสาวยุพินเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว?

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ศรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้