Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2521 (เลขอ้างอิง 37328)

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขออนุมัติขยายกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ตามนัยมาตรา 3อัฏฐแห่งประมวลรัษฎากร เมื่ออธิบดีกรมสรรพากรไม่ยินยอมโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อหัวหน้าคณะปฏิวัติซึ่งมีอำนาจปกครองอยู่ในขณะนั้น และในที่สุดอธิบดีกรมสรรพากรได้มีหนังสือถึงโจทก์อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ดังนี้ เป็นการขยายกำหนดเวลาออกไปตามอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรที่มีอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรขยายเวลาออกไปย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์โดยชอบแล้ว และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ย่อมใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์บริษัท อ. และ พ. ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์โทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยบริษัท อ. แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ติดต่อเจรจาตกลงกับกระทรวงคมนาคมและเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยโจทก์ได้รับค่านายหน้า 2% ของราคาเอฟโอบี ที่ได้รับคำสั่งซื้อ และในการติดต่อขายอุปกรณ์ดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ยื่นเสนอราคาหรือลดราคา และได้ขอยืดเวลาการเซ็นสัญญาแทนบริษัท อ. เมื่อองค์การโทรศัพท์ฯ ตกลงซื้อแล้วก็ได้แจ้งให้โจทก์ติดต่อบริษัท อ. ให้เข้ามาทำสัญญา การชำระราคาองค์การโทรศัพท์ฯเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตไปยังบริษัท อ. แล้วทำหนังสือแจ้งให้ทราบโดยผ่านโจทก์ โจทก์ได้รับค่านายหน้าเป็นคราว ๆ ที่สินค้าตามสัญญาทยอยเข้ามา และสำหรับกรณีของบริษัท พ. นั้น โจทก์ก็เป็นผู้เสนอขายอุปกรณ์โทรศัพท์ของบริษัท พ. โดยโจทก์อ้างว่าได้รับมอบให้เป็นนายหน้าตัวแทน ในหนังสือขององค์การโทรศัพท์ที่ขออนุมัติสั่งซื้อต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็อ้างว่าการเสนอราคาของบริษัท พ. มีโจทก์เป็นตัวแทนในประเทศไทยใบสั่งซื้อก็ต้องผ่านโจทก์ สัญญาซื้อขายก็มีผู้จัดการบริษัทโจทก์ลงชื่อเป็นพยาน ประกอบกับโจทก์ยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้จัดการติดต่อให้บริษัท อ. และ พ. เข้าทำสัญญาซื้อขายกับองค์การโทรศัพท์ฯ ในฐานะนายหน้า แสดงว่าโจทก์ได้แสดงออกโดยแจ้งชัดแล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยของบริษัท อ. และ พ. แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ เป็นตัวแทนของบริษัททั้งสองดังกล่าวอันเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศในการขายอุปกรณ์โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯ โจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 มาตรา 33บทบัญญัติมาตรา 76 ทวิ อยู่ในส่วนที่ 3 ของหมวดที่ 3 ว่าด้วยภาษีเงินได้ แต่เรื่องภาษีการค้ามีบัญญัติอยู่ในหมวดที่ 4 ต่างส่วน ต่างหมวดกัน ดังนั้นการวินิจฉัยถึงความรับผิดในเรื่องภาษีการค้า จึงต้อง อาศัยบทบัญญัติในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีการค้า จะนำบทบัญญัติ ใน มาตรา 76 ทวิ อันเป็นบทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานเด็ดขาดในเรื่อง ภาษีเงินได้มาใช้กับเรื่องภาษีการค้าไม่ได้โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายของบริษัท อ. เพื่อจุดประสงค์ในการเจรจากับกระทรวงคมนาคมและเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ฯ โดยโจทก์ได้รับค่านายหน้า 2 เปอร์เซนต์ของราคาเอฟโอบีที่ได้รับคำสั่งซื้อ ต่อมามีบริษัทในเครือเดียวกับบริษัท อ. มีหนังสือถึงโจทก์ระบุว่าโจทก์เป็นตัวแทนในประเทศไทย และยืนยันข้อตกลงที่แต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าโดยให้โจทก์กระทำการเป็นตัวแทนนายหน้าต่อหน่วยราชการหรือองค์การในประเทศไทย และในการเซ็นสัญญาซื้อขายโจทก์เป็นผู้ขอยืดเวลาเซ็นสัญญาแทนบริษัท อ. เมื่อองค์การโทรศัพท์ฯ จ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายให้บริษัท อ. ก็ต้องแจ้งผ่านโจทก์ ดังนี้ บริษัทโจทก์มิได้กระทำการเป็นเพียงนายหน้าของบริษัท อ. เท่านั้นแต่ถือได้ว่าเป็นผู้ทำการแทนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาตรา 37 และเป็นสาขาของบริษัท อ. ผู้นำเข้าตามมาตรา 77 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 มาตรา 9 โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก) จากรายรับของบริษัท อ. ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2504 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2507สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับบริษัท พ. ขายสินค้าให้องค์การโทรศัพท์ฯ ก็ปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือเสนอขายสินค้าแทนบริษัท พ. โดยอ้างว่าโจทก์ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนนายหน้า ใบสั่งซื้อสินค้าที่องค์การโทรศัพท์กับบริษัท พ. ก็มีผู้จัดการส่งถึงบริษัท พ. ก็ต้องผ่านโจทก์สัญญาซื้อขายระหว่างองค์การโทรศัพท์ฯ กับบริษัท พ. ก็มีผู้จัดการบริษัทโจทก์ลงนามเป็นพยานด้วย ดังนี้ เห็นได้ว่าโจทก์ได้เข้าเกี่ยวข้องติดต่อทุกขั้นตอนในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท พ. โจทก์จึงเป็นสาขาของบริษัท พ. ผู้นำเข้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18)พ.ศ. 2504 มาตรา 9 โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับของ บริษัท พ. ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2506 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2507 และมกราคม ถึงสิงหาคม 2508

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ส่งแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าไปยังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ทำการแทนบริษัทอีริคสันแห่งประเทศสวีเดน และโจทก์ต้องเสียภาษีแทน กล่าวคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงิน 1,346,536.23 บาท และภาษีการค้าเป็นเงิน 13,891,000.27บาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้มีฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทอีริคสัน โจทก์เป็นเพียงนายหน้ามีรายรับค่านายหน้าซึ่งได้เสียภาษีไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการฯ ได้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า

โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทอีริคสันจึงต้องรับผิดเสียภาษีแทนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สองโจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าแทนบริษัทฟิลโกคอร์ปอเรชั่นแห่งสหรัฐอเมริกาโดยอ้างว่าโจทก์มีฐานะเป็นผู้กระทำการแทน ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าสำหรับรอบระยะบัญชีปี 2506 ถึง 2508 รวมเป็นเงิน4,312,364.49 บาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์เป็นเพียงนายหน้า โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทฟิลโกฯ จึงต้องรับผิดเสียภาษีแทนตามที่เจ้าพนักงานประเมิน

ขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สามกรมสรรพากรเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัดว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทอีริคสันแห่งประเทศไทย และบริษัทอีริคสันแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทดังกล่าว แต่จำเลยยื่นรายการเสียภาษีขาดไป กล่าวคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ถึง 2507 จำเลยต้องเสียภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 13,891,000.27 บาท ในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทอิริคสันและตั้งแต่พ.ศ. 2506 ถึง พ.ศ. 2508 ต้องเสียภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล และเงินเพิ่มเป็นเงิน 3,907,388.20 บาท ในฐานะเป็นตัวแทนและสาขาของบริษัทฟิลโกฯกับเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชี พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2507ในฐานะตัวแทนของบริษัทอิริคสัน เป็นเงิน 1,346,536.23 บาท และในรอบบัญชีปี พ.ศ. 2506 ถึง 2508 ในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทฟิลโกฯ เป็นเงิน 404,976.29 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีที่ค้างรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 19,549,900.99 บาท บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของบริษัทอิริคสันกับบริษัทฟิลโกฯ จำเลยมีฐานะเป็นเพียงนายหน้าเท่านั้นจึงไม่ต้องรับผิดในภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่โจทก์ฟ้องในการพิจารณาศาลชั้นต้นให้เรียกบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เป็นโจทก์ และเรียกกรมสรรพากรกับพวกเป็นจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัดชำระเงินให้กรมสรรพากรเป็นเงิน 19,549,900.99 บาท และยกฟ้องบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด โจทก์ในสำนวนที่ 1 และ 2 บริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด โจทก์ อุทธรณ์ทั้งสามสำนวนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนบริษัทบูรพาสากลเศรษฐกิจ โจทก์ ฎีกาทั้งสามสำนวนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ตามคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อน โดยจำเลยกล่าวแก้ฎีกาว่า

การที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีการค้าภายใน 30 วัน นับแต่วันแจ้งการประเมิน แม้ต่อมาจะโดยกรมสรรพากรจำยอมต้องขยายเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ตามที่คณะปฏิวัติแจ้งมาและได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อมา ก็ไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์มีขึ้นเพราะโจทก์หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และไม่มีสิทธิจะอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องตามเอกสาร ล.31, ล.32 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) ต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขออนุมัติขยายกำหนดเวลาการยื่นคำอุทธรณ์ตามนัยมาตรา 3 อัฏฐแห่งประมวลรัษฎากร เมื่ออธิบดีกรมสรรพากรไม่ยินยอม โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องต่อหัวหน้าคณะปฏิวัติซึ่งมีอำนาจการปกครองอยู่ในขณะนั้นและในที่สุด อธิบดีกรมสรรพากรได้มีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสาร ล.10 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ

ศาลฎีกาเห็นว่า การอธิบดีกรมสรรพากรอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ตามเอกสาร ล.10 เป็นการขยายกำหนดเวลาออกไปตามอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรที่มีอยู่โดยชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับเอกสาร ล.10 และได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีการค้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารจ.2 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517 และเอกสาร จ.9) เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1954/2517 ภายในกำหนด 30 วัน ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรได้ขยายกำหนดเวลาออกไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบแล้ว และเมื่อคณะกรรมการฯ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ย่อมใช้สิทธิต่อศาลภายใน 30 วัน

นับแต่วันรับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบแล้วโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องกรมสรรพากรคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1392/2518 เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องของกรมสรรพากรคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1392/2518 กล่าวบรรยายว่าโจทก์ประกอบการค้าเป็นตัวแทนของบริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและอยู่ในต่างประเทศ โจทก์เป็นผู้ติดต่อเสนอขายสินค้าและอุปกรณ์โทรศัพท์แทนบริษัทอีริคสันและเป็นตัวแทนเสนอขายสินค้าและอุปกรณ์วิทยุโทรศัพท์ทางไกลของบริษัทฟิลโกต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยโดยบรรยายพฤติการณ์ต่าง ๆ ของโจทก์ซึ่งจำเลยเห็นว่า เป็นการทำแทนบริษัททั้งสองนั้น และจากการเป็นตัวแทนของโจทก์ทำให้บริษัทอีริคสันได้รับเงินค่าขายสินค้าจากองค์การโทรศัพท์ฯ ในปี

พ.ศ. 2504 ถึง พ.ศ. 2507 และบริษัทฟิลโกได้รับเงินค่าขายสินค้าจากองค์การโทรศัพท์ฯ ในปี พ.ศ. 2506 ถึง พ.ศ. 2508 ซึ่งโจทก์ในฐานะตัวแทนหรือสาขาของบริษัททั้งสองซึ่งอยู่ต่างประเทศจะต้องเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานของจำเลยจึงได้ทำการประเมินและแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระโดยบอกรายละเอียดของจำนวนเงินรายรับและจำนวนเงินภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลของแต่ละปีและของแต่ละบริษัทซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจะต้องชำระต่อจำเลยพร้อมกับแนบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาท้ายคำฟ้องด้วยกับขอให้ศาลบังคับโจทก์ให้ใช้เงินค่าภาษีเงินได้ที่โจทก์ค้างชำระทั้งสิ้น คำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว

หาเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่โจทก์ฎีกาว่า การดำเนินการของโจทก์เป็นเพียงผู้แนะนำชี้ช่องหรือจัดการติดต่อให้บริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกได้เข้าทำสัญญาซื้อขายกับองค์การโทรศัพท์ฯในฐานะนายหน้าเท่านั้น โจทก์ไม่ใช่ตัวแทนหรือสาขาของบริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโก ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วข้อพิพาทกรณีภาษีเงินได้นั้น ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494 มาตรา 33) ซึ่งบัญญัติว่า"บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยให้ถือว่า

บริษัทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่า บุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้วในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้

จะอุทธรณ์การประเมินได้" กฎหมายมีดังนี้ ประเด็นที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้ของบริษัทอีริคสันและของบริษัทฟิลโกมีว่า บริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกซึ่งประกอบกิจการค้าขายและได้ขายอุปกรณ์โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯ นั้น ได้ประกอบกิจการโดยโจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัทอีริคสันได้ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์โทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์ฯ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2504 ตามสัญญาซื้อขายหมาย จ.32 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) และบริษัทฟิลโกได้ทำสัญญาซื้อขายอุปกรณ์โทรศัพท์กับองค์การโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2506 ตามเอกสารหมาย ล.5 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517)กรณีบริษัทอีริคสันได้ทำสัญญาขายอุปกรณ์โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯ

นั้นปรากฏว่า บริษัทอีริคสันได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้ติดต่อเจรจาตกลงกับกระทรวงคมนาคมและเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ฯ โดยโจทก์จะได้รับค่านายหน้า 2%ของราคาเอฟโอบี ที่ได้รับคำสั่งซื้อจากองค์การโทรศัพท์ฯ ดังเอกสาร ล.14, ล.15(เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) ในการติดต่อขายอุปกรณ์โทรศัพท์ดังกล่าว โจทก์เป็นผู้ยื่นเสนอราคาหรือลดราคาและได้ขอยืดเวลาการเซ็นสัญญาแทนบริษัทอีริคสัน เมื่อองค์การโทรศัพท์ฯ ตกลงซื้ออุปกรณ์โทรศัพท์ตามที่โจทก์ติดต่อเสนอราคาแล้ว องค์การโทรศัพท์ฯ ได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ติดต่อกับบริษัทอีริคสันให้เข้าทำสัญญากับองค์การโทรศัพท์ฯ การชำระราคาอุปกรณ์โทรศัพท์องค์การโทรศัพท์ฯ เป็นผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตรงไปยังบริษัทอีริคสันแล้วทำหนังสือแจ้งให้บริษัทอีริคสันทราบโดยผ่านโจทก์ในการติดต่อขายอุปกรณ์โทรศัพท์ดังกล่าว

โจทก์ได้รับเงินค่านายหน้าไปแล้วเป็นคราว ๆ ที่สินค้าตามสัญญาทยอยเข้ามาในประเทศไทยและบริษัทอีริคสันได้รับเงินค่าสินค้าตามงวดในสัญญานั้นไปแล้ว ในกรณีบริษัทฟิลโกได้ทำสัญญาขายอุปกรณ์โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯ ก็เช่นเเดียวกัน ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือเป็นผู้เสนอขายอุปกรณ์โทรศัพท์ของบริษัทฟิลโกโดยอ้างว่าบริษัทฟิลโกมอบให้โจทก์เป็นนายหน้าตัวแทนดังเอกสาร ล.2 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) ในหนังสือขององค์การโทรศัพท์ฯ ที่ขออนุมัติซึ่งสั่งซื้อต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้อ้างไว้ว่า การเสนอราคาของบริษัทฟิลโกมีโจทก์เป็นตัวแทนในประเทศไทยดังเอกสาร ล.7 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1954/2517) ใบสั่งซื้อที่องค์การโทรศัพท์ฯ

สั่งถึงบริษัทฟิลโกก็ต้องผ่านโจทก์ดังเอกสาร ล.8 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) แม้แต่สัญญาซื้อขายระหว่างองค์การโทรศัพท์ฯกับบริษัทฟิลโกก็ยังมีผู้จัดการบริษัทโจทก์ลงชื่อเป็นพยานด้วย ดังเอกสาร ล.5 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) การกระทำและพฤติการณ์ของโจทก์ตามที่กล่าวมา ประกอบกับโจทก์ยอมรับว่า โจทก์เป็นผู้จัดการติดต่อให้บริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกได้เข้าทำสัญญากับองค์การโทรศัพท์ฯ ในฐานะนายหน้าศาลฎีกาเห็นว่าบริษัทโจทก์ได้แสดงออกโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยของบริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกแล้วตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวต้องถือว่า โจทก์เป็นผู้ทำการแทนหรือทำการติดต่อแทนบริษัทอีริคสันและบริษัทฟิลโกในการขายอุปกรณ์โทรศัพท์ให้แก่องค์การโทรศัพท์ฯ เป็นตัวแทนของอีริคสันและบริษัทฟิลโกที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและการเสียภาษี ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิแล้ว

ส่วนยอดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินให้โจทก์ชำระกรณีของบริษัทอีริคสันเป็นงิน 1,346,536.23 บาท และกรณีของบริษัทฟิลโกเป็นเงิน 404,976.29 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,751,512.52 บาทนั้น โจทก์มิได้โต้แย้งไว้ในคำยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในคำฟ้องหรือคำให้การว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งมิได้นำสืบหักล้าง จึงต้องฟังว่า ยอดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินให้โจทก์ชำระเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วสำหรับข้อพิพาทกรณีภาษีการค้านั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าจะนำบทบัญญัติในมาตรา 76 ทวิ ที่ให้สันนิษฐานเด็ดขาดว่า "ให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี" มาใช้กับกรณีภาษีการค้าหาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติที่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดนี้ได้มีบทบัญญัติต่อไปอีกว่า "ให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรดังกล่าวแล้ว" บทบัญญัติมาตรา 76 ทวินี้ อยู่ในส่วนที่ 3 ของหมวด 3 ว่าด้วยภาษีเงินได้ แต่เรื่องภาษีการค้านี้มีบัญญัติอยู่ในหมวด 4 ต่างส่วนต่างหมวดกันฉะนั้น

การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีการค้านั้นเท่านั้น ปรากฏว่ามูลกรณีของโจทก์เกิดขึ้นระหว่างที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 78 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาตรา 37 และ ประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 มาตรา 9 ใช้บังคับอยู่ กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาตรา 37 บัญญัติว่า "ผู้ประกอบการค้าหมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคล

นิติบุคคล หรือองค์การใด ๆ ที่ประกอบหรือดำเนินการค้าในประเทศไทย ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ทำการแทนด้วยผู้อยู่ในต่างประเทศที่มีสาขาในประเทศไทย ถ้าได้ติดต่อกับบุคคลในประเทศไทยในการประกอบหรือดำเนินการค้า ซึ่งเป็นปกติธุระของสาขาในประเทศไทย หรืออยู่ในวิสัยของสาขาในประเทศไทยที่จะติดต่อแทนได้ แม้การติดต่อนั้นจะมิได้ผ่านสาขาของตนในประเทศไทยก็ตาม ให้ถือว่าผู้อยู่ในต่างประเทศนั้นเป็นผู้ประกอบการค้าในประเทศไทยโดยมีสาขาดังกล่าวเป็นผู้ทำการแทนเพื่อประโยชน์แห่งวรรคก่อน การมีสาขาในประเทศไทยให้หมายความถึงการที่ผู้อยู่ในต่างประเทศมีสถานการค้าอยู่ในประเทศไทยหรือส่งบุคคลจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย เพื่อให้ประกอบหรือดำเนินการค้าแทนตนหรือมีลูกจ้างหรือตัวแทนในประเทศไทยในการประกอบหรือดำเนินการค้าของตนผู้ทำการเป็นเพียงนายหน้าและไม่มีลักษณะเป็นสาขาตามวรรคก่อน

แม้จะได้ทำการแทนผู้ประกอบการค้าเพราะเพื่อให้กิจการที่ตนเป็นนายหน้านั้นสำเร็จลุล่วงไปโดยมิได้รับประโยชน์อื่นใดนอกจากค่าบำเหน็จตามธรรมเนียมในการค้าก็มิให้ถือว่า เป็นผู้ทำการแทน"และประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ฯลฯ ผู้ประกอบการค้าหมายความว่าบุคคลธรรมดา นิติบุคคล คณะบุคคล หรือรัฐวิสาหกิจใด ๆ ตามที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งประกอบการค้าในราชอาณาจักรโดยการค้านั้นเป็นการค้าตามประเภทที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีการค้าและทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้ที่บทบัญญัติในหมวดนี้ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าด้วย ฯลฯผู้นำเข้า

หมายความว่า ผู้ประกอบการค้าที่สั่งหรือนำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรผู้อยู่นอกราชอาณาจักรที่มีสาขาในราชอาณาจักรเมื่อส่งสินค้าเข้าในราชอาณาจักรโดยผ่านสาขาของตนในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้อยู่นอกราชอาณาจักรและสาขาเป็นผู้นำเข้าเพื่อประโยชน์แห่งวรรคก่อน การมีสาขาในราชอาณาจักรหมายความรวมถึง1. มีโรงงานหรือสถานการค้าในราชอาณาจักร หรือ2. มีลูกจ้าง ตัวแทน หรือบุคคลอื่นในราชอาณาจักร ในการทำสัญญา เก็บรักษาสินค้า หาลูกค้าหรือทำการอย่างอื่นแทน

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่เกี่ยวกับบริษัทอีริคสัน โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายของบริษัทอีริคสันเพื่อจุดประสงค์ในการเจรจากับกระทรวงคมนาคมและเจ้าหน้าที่องค์การโทรศัพท์ฯ โดยโจทก์จะได้รับค่านายหน้า 2 เปอร์เซ็นต์ของราคาเอฟโอบีที่ได้รับคำสั่งซื้อต่อมาบริษัทอีริคสันเทเลโฟนเซลล์คอร์เปอร์เรชั่น เอบี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทอีริคสันมีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสาร ล.18, 19 และ ล.16, 17 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) โดยระบุว่าโจทก์เป็นตัวแทนในประเทศไทยและยืนยันข้อตกลงที่ได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าโดยให้โจทก์กระทำการเป็นตัวแทนนายหน้าต่อหน่วยราชการหรือองค์การในประเทศไทย และเมื่อบริษัทอีริคสันแต่งตั้งผู้อื่นเป็นตัวแทนในประเทศไทยแล้ว

บริษัทอีริคสันยังมีหนังสือถึงโจทก์ตามเอกสาร ล.20, 21 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) อ้างถึงสัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับบริษัทอีริคสันและตกลงให้โจทก์ได้รับเงินค่าชดเชยต่อไปในการขายสินค้าให้องค์การโทรศัพท์ฯ ภายใต้สัญญาตัวแทนเดิม ยิ่งกว่านั้นในการเซ็นสัญญาซื้อขาย โจทก์เป็นผู้ขอยืดเวลาการเซ็นสัญญาแทนบริษัทอีริคสันดังเอกสาร ล.22 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) เมื่อองค์การโทรศัพท์ฯจ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายให้บริษัทอีริคสันก็ต้องแจ้งผ่านบริษัทโจทก์ดังเอกสาร ล.23 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1944/2517) ดังนี้ บริษัทโจทก์มิได้กระทำการเป็นเพียงนายหน้าของบริษัทอีริคสันเท่านั้น แต่ถือได้ว่าเป็นผู้ทำการแทนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16)

พ.ศ. 2502 มาตรา 37 และเป็นสาขาของบริษัทอีริคสันผู้นำเข้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 มาตรา 9 โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 1 การขายของชนิด 1(ก) จากรายรับของบริษัทอีริคสันในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2504 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2507 ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรทั้งสองฉบับดังกล่าว สำหรับภาษีการค้าของบริษัทฟิลโกซึ่งเกี่ยวกับรายรับในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2506 มิถุนายน ถึงตุลาคม พ.ศ. 2507 และมกราคม ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2508ซึ่งอยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2504ใช้บังคับ

ศาลฎีกาเห็นว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับบริษัทฟิลโกขายสินค้าให้องค์การโทรศัพท์ฯ ก็เช่นเดียวกัน โจทก์มีหนังสือในนามบริษัทโจทก์เป็นผู้เสนอขายสินค้าแทนบริษัทฟิลโก โดยอ้างว่า บริษัทฟิลโกได้มอบให้โจทก์เป็นนายหน้าตัวแทนตามเอกสาร ล.2 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517 องค์การโทรศัพท์ฯ อ้างไว้ในหนังสือขออนุมัติสั่งซื้อต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าการเสนอราคาของบริษัทฟิลโกมีโจทก์เป็นตัวแทนในประเทศไทย ตามเอกสาร ล.7 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) ใบสั่งซื้อสินค้าที่องค์การโทรศัพท์ฯ ส่งถึงบริษัทฟิลโกก็ต้องผ่านโจทก์ตามเอกสาร ล.8 (เอกสารมนคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) สัญญาซื้อขายระหว่างองค์การโทรศัพท์ฯ กับบริษัทฟิลโกก็มีผู้จัดการบริษัทโจทก์ลงนามเป็นพยานด้วยตามเอกสาร

ล.5 (เอกสารในคดีหมายเลขดำที่ 1945/2517) ดังนี้เห็นได้ว่าโจทก์ได้เข้าเกี่ยวข้องติดต่อทุกขั้นตอนในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทฟิลโก โจทก์จึงเป็นสาขาของบริษัทฟิลโกผู้นำเข้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 มาตรา 9 และมีหน้าที่เสียภาษีการค้าเช่นเดียวกันพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้