Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้นเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมายการที่จำเลยนำบัตรเครดิต (บัตรวีซ่า) ที่โจทก์ออกให้และห้ามจำเลยใช้ ไปใช้ต่อสถานที่รับบริการบัตรเครดิตโดยปกปิดความจริงที่ควรจะต้องแจ้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิจะใช้บัตรเครดิตดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายต้องจ่ายเงินแก่สถานบริการนั้น จำเลยได้ทรัพย์สินไปเพราะการปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าของสถานบริการ ทรัพย์สินที่จำเลยได้ไปก็มิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์การที่โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแทนจำเลยตามสัญญาที่โจทก์มีกับสถานที่รับบริการบัตรเครดิต เป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับในทางแพ่งไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่จำเลยหลอกลวงหรือปกปิดไม่แจ้งความจริงการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานบริการนั้นๆกรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อโจทก์ แม้โจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการ ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ออกบัตรวีซ่า (ซึ่งเป็นเครดิตอย่างหนึ่ง) ให้จำเลย เพื่อให้จำเลยมีสิทธิใช้บัตรวีซ่าชำระค่าสินค้า ค่าบริการตามจำนวนไม่เกินที่โจทก์กำหนดต่อมาโจทก์ห้ามจำเลยใช้บัตรวีซ่าของโจทก์ แต่จำเลยยังทำนำไปใช้แก่สถานรับบริการบัตรวีซ่าอีกหลายแห่ง โดยปกปิดความจริงว่า จำเลยไม่มีสิทธิใช้และได้รับทรัพย์สินไปจำนวน 114 ครั้ง เป็นเงิน 308,531 บาท 15 สตางค์ โจทก์ต้องเสียหายในการจ่ายเงินแทนจำเลยตามข้อตกลงที่โจทก์มีกับสถานรับบริการบัตรวีซ่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 91ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่พอถึงวันนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เป็นการผิดสัญญาทางแพ่งสถานบริการไม่เสียหายเพราะโจทก์จ่ายเงินแล้ว จำเลยไม่ได้หลอกลวงโจทก์พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยเป็นเรื่องของการผิดสัญญา โจทก์ต้องว่ากล่าวกับจำเลยทางแพ่ง ส่วนคำฟ้องที่อ้างว่าจำเลยกระทำต่อสถานที่รับบริการนั้น ผู้เสียหายโดยตรงคือเจ้าของสถานรับบริการ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์นั้นศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องไปเลยโดยไม่ได้นัดไต่สวนมูลฟ้องหรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องหรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้ทั้งสิ้น

เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิจารณาถึงการกระทำของจำเลยตามฟ้องแล้วมีความเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการผิดสัญญาในทางแพ่งจำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง เพราะการไต่สวนมูลฟ้องไม่ทำให้ข้อเท็จจริงตามฟ้องเปลี่ยนแปลงไปได้ การพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์หรือไม่นั้นปัญหาข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยได้ใช้บัตรวีซ่าเกินวงเงินที่โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยแล้วโจทก์ได้ให้พนักงานของโจทก์ไปแจ้งให้จำเลยไปชำระหนี้แก่โจทก์

ห้ามไม่ให้จำเลยใช้บัตรวีซ่าของโจทก์อีกต่อไป และขอบัตรวีซ่าคืนด้วย แต่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงว่าจำเลยจะนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ส่วนบัตรวีซ่านั้นจำเลยไม่ได้เอามา แต่แล้วจำเลยได้นำบัตรวีซ่าไปชำระค่าสินค้าและค่าอาหารแก่สถานที่รับบริการบัตรวีซ่าของโจทก์โดยปกปิดความจริงที่ควรจะต้องแจ้งว่า จำเลยไม่มีสิทธิที่จะใช้บัตรวีซ่าของโจทกืชำระแทนเงินสด การปกปิดดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากสถานรับบริการบัตรวีซ่าาของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์แล้วนั้น เห็นว่าจำเลยได้ทรัพย์สินไปเพราะการปกปิดข้อความจริงต่อเจ้าของสถานบริการ

ทรัพย์สินที่จำเลยได้ไปก็มิใช่ทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ปัญหาต่อไปที่ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ตกลงกับสถานที่รับบริการการใช้บัตรวีซ่าของโจทก์ว่าเมื่อมีผู้ถือบัตรวีซ่าของโจทก์ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการแล้วให้ถือเสมือนว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อหรือใช้บริการนั้น ให้มารับเงินจากโจทก์ได้ดดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยนำบัตรวีซ่าของโจทก์ไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการจึงเรียกใได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการนั้น และโจทก์เป็นผู้จ่ายเงิน โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงนั้นเห็นว่าความเสียหายดังที่ฎีกานั้น เป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับในทางแพ่งคือความเสียหายในการที่ต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการใช้บัตรวีซ่าที่จำเลยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแทนจำเลยตามสัญญาที่โจทก์มีกับสถานที่รับบริการบัตรวีซ่านั้นซึ่งไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่จำเลยหลอกลวงหรือปกปิดไม่แจ้งความจริงแต่อย่างใด และการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานบริการนั้น

ๆ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อโจทก์ ถึงแม้โจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานบริการดังที่ฎีกา ก็ไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายตาม มาตรา 2(4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เสรี แสงศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้