Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 37/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้ปลอมข้อความในใบบันทึกการขายตามที่จำเลยที่ 2และที่ 4 ใช้ให้กระทำครบถ้วนแล้ว โดยปลอมหมายเลขผู้ถือบัตรเครดิตวันหมดอายุบัตร ชื่อผู้ถือบัตร และลายมือชื่อผู้ถือบัตร แม้ยังไม่อาจนำไปเรียกเก็บเงินได้เพราะจะต้องนำไปลงข้อมูลของร้านค้า จำนวนเงินรหัสอนุมัติวงเงิน วันที่ทำรายการและหมายเลขหนังสือเดินทางก่อน ก็น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือบัตรดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จ ใบบันทึกการขายดังกล่าวยังมิได้ลงข้อมูลของร้านค้า จำนวนเงินรหัสอนุมัติวงเงิน วันที่ทำรายการและหมายเลขหนังสือเดินทาง ยังไม่สามารถนำไปเรียกเก็บเงินได้ จึงมิใช่เอกสารแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิ การกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4เป็นความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น และเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 84, 33 ริบของกลางและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7555/2538ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 84 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลางคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2538 เวลากลางวัน พันตำรวจโทคณิศร์ชัย มหินทรเทพกับพวก จับกุมจำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามหมายจับคดีอื่นยึดได้ ทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิดหลายรายการตามบันทึกการยึดของกลางเอกสารหมาย จ.13 กับยึดได้ใบบันทึกการขายของธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) จำนวน 6 ฉบับที่ลงรายการหมายเลขผู้ถือบัตรเครดิต วันหมดอายุบัตร ชื่อผู้ถือบัตรและลายมือชื่อผู้ถือบัตรไว้แล้วตามใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.15 บรรจุในซองจดหมายอยู่ในกระเป๋าถือของจำเลยที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 มีว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

โจทก์มีพันตำรวจโทคณิศร์ชัย มหินทรเทพกับพันตำรวจตรีทวีป โพธิ์แก้ว และร้อยตำรวจโทประสิทธิ์ สีมา เบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 รับว่าใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.15 เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 3 นำมาให้จำเลยที่ 1 ทำปลอมโดยจำเลยที่ 1 ได้ทำปลอมหมายเลขผู้ถือบัตรเครดิต วันหมดอายุบัตรชื่อผู้ถือบัตรและลายมือชื่อผู้ถือบัตร ระหว่างสอบถามจำเลยที่ 1 มีข้อความในวิทยุติดตามตัวของจำเลยที่ 1 เป็นข้อความที่จำเลยที่ 3 ส่งมาแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.15ไปส่งตามนัด พันตำรวจโทคณิศร์ชัยเบิกความต่อไปว่าพยานให้จำเลยที่ 1พาไปที่แฟลตดินแดงตามที่นัดกับจำเลยที่ 3 ไว้ และพบจำเลยที่ 3 รออยู่ครั้นจำเลยที่ 1 นำใบบันทึกการขายดังกล่าวซึ่งบรรจุอยู่ในซองจดหมายไปมอบให้

จำเลยที่ 3 ก็รับไว้แล้วเปิดซองจดหมายดู พยานนำจำเลยที่ 3มาสอบถามจำเลยที่ 3 รับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อให้ปลอมใบบันทึกการขายดังกล่าวและนัดให้นำไปมอบให้จำเลยที่ 2 ที่สถานอาบ อบ นวดบางกอกโคซี่ พยานให้จำเลยที่ 3 นำใบบันทึกการขายดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับไว้ พยานจึงนำจำเลยที่ 2 มาสอบถาม จำเลยที่ 2รับว่าจำเลยที่ 4 สั่งให้ทำและนัดให้นำไปมอบให้จำเลยที่ 4 ที่ร้านตัดเสื้อมิวนิค ซึ่งเหตุการณ์ในตอนนี้พันตำรวจตรีทวีปและร้อยตำรวจโทประสิทธิ์เบิกความว่าพยานให้จำเลยที่ 2 พาไปที่ร้านตัดเสื้อมิวนิคแล้วจำเลยที่ 2 นำใบบันทึกการขายดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เปิดซองจดหมายดู แล้วนำไปวางไว้บนชั้นเสื้อผ้า

พยานทั้งสองนำจำเลยที่ 4 มาสอบถามจำเลยที่ 4 รับว่าได้ซื้อใบบันทึกการขายดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 นอกจากนี้โจทก์มีบันทึกคำให้การประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ เอกสารหมาย จ.16 ถึง จ.19 เป็นพยานสนับสนุน เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวจำเลยทั้งสี่ให้การไว้โดยละเอียด มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงกันสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็ยึดได้เครื่องรูดบัตรเครดิตและทรัพย์สินที่ใช้ในการปลอมใบบันทึกการขายหลายรายการซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ โจทก์หาใช่มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่เป็นพยานดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาไม่ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 2 อยู่ที่สถานอาบ

อบ นวดบางกอกโคซี่ได้รับโทรศัพท์จากจำเลยที่ 3 ให้ออกมาพบที่หน้าสถานอาบ อบ นวด ครั้นจำเลยที่ 2 ออกไปพบก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้วให้จำเลยที่ 2 นำซองจดหมายไปให้จำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจมิได้บังคับขู่เข็ญจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 4 ให้ทำใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.15 ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องนำซองจดหมายซึ่งบรรจุใบบันทึกการขายดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่ 4 ส่วนที่จำเลยที่ 4 นำสืบว่าจำเลยที่ 4 นัดให้จำเลยที่ 2 มารับงานไปทำ เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นซองจดหมายให้ จำเลยที่ 4 เข้าใจว่าเป็นใบจดขนาดตัวลูกค้าจึงรับไว้โดยไม่ได้เปิดดูนั้น เห็นว่า พันตำรวจตรีทวีปและร้อยตำรวจโทประสิทธิ์เบิกความยืนยันว่า

จำเลยที่ 4 เปิดซองจดหมายดู จำเลยที่ 4 จึงย่อมต้องทราบว่าเป็นใบบันทึกการขายมิใช่ใบจดขนาดตัวลูกค้า หากจำเลยที่ 4 มิได้ให้จำเลยที่ 2 ไปทำปลอมมาก็น่าจะคืนให้จำเลยที่ 2ไปไม่มีเหตุจะเก็บเอาไว้เช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 กับจำเลยที่ 3 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ปลอมใบบันทึกการขายเอกสารหมาย จ.15 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า ใบบันทึกการขายดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โดยไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ หาทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบแต่ประการใดไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่าใบบันทึกการขายดังกล่าวยังปลอมไม่ครบถ้วนและยังไม่มีร้านค้าใดนำไปเรียกเก็บเงินจึงยังไม่มีผู้ใดเสียหาย

การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ปลอมข้อความที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ใช้ให้กระทำครบถ้วนแล้ว กล่าวคือ ปลอมหมายเลขผู้ถือบัตรเครดิต วันหมดอายุบัตร ชื่อผู้ถือบัตรและลายมือชื่อผู้ถือบัตร แม้ยังไม่อาจนำไปเรียกเก็บเงินได้โดยจะต้องนำไปลงข้อมูลของร้านค้า จำนวนเงิน รหัสอนุมัติวงเงิน วันที่ทำรายการ และหมายเลขหนังสือเดินทางก่อน ก็น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือบัตรดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดสำเร็จ หาใช่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกาไม่ แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าใบบันทึกการขายดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า ใบบันทึกการขายดังกล่าวยังมิได้ลงข้อมูลของร้านค้า

จำนวนเงิน รหัสอนุมัติวงเงิน วันที่ทำรายการและหมายเลขหนังสือเดินทาง ยังไม่สามารถนำไปเรียกเก็บเงินได้จึงมิได้เป็นเอกสารแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิ จำเลยที่ 2 และที่ 4 คงมีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารธรรมดาเท่านั้น และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 4ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 84 ลงโทษจำคุกคนละ1 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับว่ามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่คงจำคุกคนละ 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองหล่อ โฉมงาม · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้