Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้มีเงินได้สามารถนำบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ไปหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 เพราะกฎหมายมุ่งหมายที่จะบรรเทาภาระภาษีให้แก่คู่สมรสซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันสำหรับภริยาที่มีเงินได้และแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) นั้น มาตรา 57 เบญจ วรรคสอง (2) กำหนดให้สามีภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 47(1)(ค)และ(ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง ปรากฏว่าในปีภาษีที่พิพาท โจทก์และ อ. เป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายและต่างก็มีเงินได้ โดย อ. ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้แบบ ภ.ง.ด. 91 ตามมาตรา 40(1) โจทก์และ อ. จึงต่างมีสิทธิหักลดหย่อนบุตรทั้งสามซึ่งเกิดจากภริยาเดิมของโจทก์ได้คนละกึ่งหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,054 บาท โดยอ้างว่าโจทก์คำนวณภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนเนื่องจากโจทก์หักลดหย่อนบุตรไม่ถูกต้อง โดยโจทก์และภริยาต้องหักลดหย่อนบุตรได้คนละครึ่ง ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเพราะบุตรโจทก์ทั้ง 3 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรและของภริยาเดิมของโจทก์ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับภริยาซึ่งมิใช่ภริยาคนเดิม บุตรของโจทก์ทั้งสามคนจึงไม่ใช่บุตรโดยชอบกฎหมายของภริยาโจทก์ที่จดทะเบียนสมรสและภริยาโจทก์ดังกล่าวก็ไม่อาจใช้อำนาจปกครองบุตร หรือมีสิทธิหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย

นอกจากนี้ก็มิได้เป็นผู้เลี้ยงดูหรือสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุตรของโจทก์แต่อย่างใด เพราะอยู่คนละบ้าน การให้ภริยาโจทก์ที่จดทะเบียนสมรสมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และถ้าหากภริยาเดิมของโจทก์ได้นำค่าลดหย่อนบุตรไปหักลดหย่อนอีกก็จะเป็นการซ้ำซ้อน โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยต่อมาให้ยกอุทธรณ์คัดค้านการประเมินของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้วแต่โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน เลขที่ 02007260/1/100892 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 7260/ฝ.4/5/42/37 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2541จำเลยให้การว่า

เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด.91) สำหรับปี พ.ศ. 2540 โดยระบุว่าคู่สมรสของโจทก์มีเงินได้แยกยื่นแบบแยกคำนวณ แต่โจทก์ได้หักลดหย่อนบุตรของโจทก์ทั้ง 3 คน เต็มเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 51,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 กำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถนำบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีมาหักค่าลดหย่อนได้และหากต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกรณี ดังนั้น ภริยาของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีสิทธิหักค่าลดหย่อนสำหรับบุตรของโจทก์ซึ่งเป็นสามีของตนและภริยาโจทก์ดังกล่าวมีเงินได้เช่นเดียวกับโจทก์

โจทก์และภริยาโจทก์จึงต้องหักลดหย่อนฝ่ายละกึ่งหนึ่ง การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรทั้งสามคนที่โจทก์จดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมายแล้ว เต็มจำนวนตามที่กฎหมายกำหนดหรือหักลดหย่อนได้เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น เห็นว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 47 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้ (1)

หักลดหย่อนสำหรับ (ก) (ข) (ค) บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือของภริยาผู้มีเงินได้ด้วย ฯลฯ" จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้มีเงินได้สามารถนำบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ไปหักลดหย่อนจากเงินได้พึงประเมินได้เพราะกฎหมายมีความมุ่งหมายที่จะบรรเทาภาระภาษีให้แก่คู่สมรสซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน สำหรับกรณีที่ภริยามีเงินได้และแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) นั้นมาตรา 57 เบญจ วรรคสอง (2) บัญญัติไว้อย่างชัดเจนให้สามีภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้สำหรับบุตรที่หักลดหย่อนได้ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 47(1)(ค) และ (ฉ) คนละกึ่งหนึ่ง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปีภาษีที่พิพาท โจทก์และนางอุไรเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายและต่างก็มีเงินได้ โดยภริยาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้แบบ ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 20 ทั้งโจทก์และนางอุไรจึงต่างมีสิทธิหักลดหย่อนบุตรทั้งสามของโจทก์ คนละกึ่งหนึ่งตามกฎหมายดังกล่าวส่วนภริยาเดิมของโจทก์ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ก็เป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรทั้งสามของโจทก์นั้น หากเป็นผู้มีเงินได้ก็สามารถหักลดหย่อนสำหรับบุตรทั้งสามได้หากเข้าหลักเกณฑ์ตามที่มาตรา 47(1)(ค) กำหนดไว้ เพราะสิทธิที่จะหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้มีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ จึงมิใช่เป็นการลดหย่อนซ้ำซ้อนตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด

การที่โจทก์อ้างว่ากฎหมายบังคับให้โจทก์หักลดหย่อนบุตรได้เพียงกึ่งหนึ่งของอัตราที่กำหนดไว้เป็นการบั่นทอนสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แต่เดิมและทำให้โจทก์มีภาระเพิ่มขึ้นคือ ก่อนที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนางอุไรโจทก์มีสิทธิหักลดหย่อนบุตรทั้งสามได้เต็มจำนวน แต่เมื่อจดทะเบียนแล้วจะต้องหักลดหย่อนได้เพียงกึ่งหนึ่ง ทำให้โจทก์ต้องมีภาระเสียภาษีเพิ่มขึ้น เห็นว่า แม้โจทก์จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นก็จริง แต่คู่สมรสของโจทก์คือนางอุไรก็หักลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น อันเป็นการบรรเทาภาระของครอบครัวโจทก์เช่นกัน บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล ทับเที่ยง · สันติ ทักราล · สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้