Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สายไฟฟ้าซึ่งเป็นสายดินจะต้องต่อลงดินทุก ๆ ระยะ 200 เมตรและปลายสายจะต้องต่อลงดินด้วย เพื่อให้สายดินมีค่าเป็นศูนย์จริง ๆกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุสายไฟฟ้าที่พาด เสา ไฟฟ้าทั้ง 22 ต้น เป็นระยะทางถึง 840 เมตรมีสายดินต่อลงดินเพียงแห่งเดียวคือที่เสาไฟฟ้าต้นที่ 22 จึงไม่ทำให้สายดินมีค่าเป็นศูนย์ กระแสไฟฟ้าย่อมไหลผ่านเข้าไปได้ การที่สายไฟฟ้าซึ่งเป็นสายดินพาด ระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ 17 กับต้นที่ 18ปักอยู่ในสวนของผู้ตายได้ขาดตกลงมาในท้องร่อง ซึ่งมีน้ำขัง ผู้ตายไปเปิดน้ำเข้าสวนถูกกระแสไฟฟ้าดูดถึงแก่ความตาย จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำการพาด สายไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้อุปการะโจทก์และบุตร การที่จำเลยทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้บุตรโจทก์ขาดไร้อุปการะ จึงขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรโจทก์เช่นนี้ มีความหมายพอเป็นที่เข้าใจได้ว่าบุตรโจทก์ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิของตนนั่นเอง แต่เพราะเหตุที่บุตรโจทก์ทั้งสามเป็นผู้เยาว์ยังฟ้องคดีเองไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องแทน ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องทั้งในนามตนเองและในนามบุตรทั้งสามโดยปริยาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของผู้ตายโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน ๓ คน อายุ ๙ ปี ๕ ปี และ ๓ ปี ตามลำดับ จำเลยทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์และบุตรต้องขาดไร้อุปการขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และบุตรทั้งสามรวมเป็นเงิน ๕๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์และบุตรไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของผู้ตายผู้ตายตายด้วยสาเหตุอื่น มิใช่เกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือจงใจของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๘๑,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๘๔,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมาโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบัญชา หงษ์ประชา ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๓ คน คือเด็กหญิงรัชดาพร เด็กหญิงสุดาวรรณ และเด็กชายสุรศักดิ์ หงษ์ประชาอายุ ๙ ปี ๕ ปี และ ๓ ปี ตามลำดับ สายจำหน่ายกระแสไฟฟ้าซึ่งต่อจากสายเมนข้างถนนวัดไร่ขิงเลียบไปตามลำคลองบางพร้าวหมู่ที่ ๕ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อยู่ในความควบคุมดูแลของการไฟฟ้ส่วนภูมิภาค อำเภอสามพราน สายจำหน่ายกระแสไฟฟ้าดังกล่าวมี ๓ สายเป็นสายดิน ๑ สาย และสายไฟ ๒ สาย พาดบนเสาคอนกรีต รวม ๒๒ ต้นเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง ๆ ปักห่างกัน ๔๐ เมตร เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๔สายไฟฟ้าซึ่งเป็นสายดินพาดระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ ๑๗ กับต้นที่ ๑๘ปักอยู่ในสวนของโจทก์และผู้ตายได้ขาดตกลงมา

ทำให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าถัดจากต้นที่ ๑๘ ไปถึงปลายสายต้นที่ ๒๒ ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ต่อมาจึงมีผู้นำสายไฟฟ้าไปต่อเชื่อมสายดินที่ขาด แล้วใช้ไม้รวกค้ำสายดังกล่าวไว้ ครั้นวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ ผู้ตายไปเปิดน้ำเข้าสวนและถึงแก่ความตายในท้องร่องซึ่งมีน้ำขังระหว่างเสาไฟฟ้าต้นที่ ๑๗กับต้นที่ ๑๘ ที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า สายไฟฟ้าที่ขาดเป็นสายดินไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ผู้ตายจึงมิได้ตายเนื่องจากถูกกระแสไฟฟ้าจากสายดินดังกล่าวนั้น คดีได้ความจากคำเบิกความของนายบุญเพิ่ม เจริญกูล พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าส่วนเทคนิคเขตการไฟฟ้า ๓ และคำเบิกความของนายสันติพงษ์วงศ์พยัคฆ์ พยานโจทก์ทำนองเดียวกันว่าสายไฟฟ้าซึ่งเป็นสายดินนั้นจะต้องต่อลงดินทุก

ๆ ระยะ ๒๐๐ เมตร และปลายสายจะต้องต่อลงดินด้วยทั้งนี้เพื่อให้สายดินมีค่าเป็นศูนย์จริง ๆ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าไม่ได้ แต่จากการเผชิญสืบสถานที่เกิดเหตุของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ได้ความว่า สายไฟฟ้าที่พาดเสาเลียบลำคลองบางพร้าวทั้ง ๒๒ ต้นนี้มีสายดินที่ต่อลงดินเพียง ๒ แห่ง คือที่เสาไฟฟ้าต้นสุดท้าย ๑ แห่งกับที่เสาไฟฟ้าต้นที่ ๑๒ อีก ๑ แห่งสำหรับสายที่ต่อลงดินที่เสาต้นที่ ๑๒ นี้ สังเกตเห็นมีการขุดดินใหม่และใส่ท่อเอสลอนใหม่ ซึ่งความในข้อนี้เจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ คือนายทองสุข สุขถาวร ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุและนายสันติพงษ์ วงศ์พยัคฆ์ ที่ว่าขณะเกิดเหตุมีสายไฟฟ้าที่ต่อลงดินเพียงแห่งเดียวคือที่เสาไฟฟ้าต้นที่ ๒๒ ส่วนสายดินที่ต่อลงดินตรงเสาไฟฟ้าต้นที่ ๑๒ นั้น

ฝ่ายจำเลยเพิ่งมาจัดทำขึ้นเมื่อหลังจากเกิดเหตุแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุสายไฟฟ้าที่พาดเสาไฟฟ้าทั้ง ๒๒ ต้น มีสายดินที่ต่อลงดินเพียงแห่งเดียวคือที่เสาไฟฟ้าต้นที่ ๒๒ เมื่อเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง ๆ ปักห่างกัน ๔๐ เมตรรวม ๒๒ ต้น เป็นระยะทางถึง ๘๔๐ เมตร เช่นนี้ การที่จำเลยทำการต่อสายดินที่เสาสุดท้ายเพียงแห่งเดียว จึงไม่ทำให้สายไฟฟ้าซึ่งเป็นสายดินมีค่าเป็นศูนย์กระแสไฟฟ้าย่อมไหลผ่านเข้าไปได้ และในเรื่องนี้นายศักดา โตเจริญ พยานจำเลย ซึ่งเป็นผู้จัดการไฟฟ้าอำเภอสามพรานก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ที่เกิดเหตุมีสายเปลือย๑ เส้น สายหุ้ม ๑ เส้น สายหุ้มคือสายซึ่งมีกระแสไฟฟ้า สายเปลือยคือสายดินซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเช่นกัน

ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า สายไฟฟ้าที่ขาดเป็นสายดินไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน จึงขัดต่อพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น เมื่อคดีได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสิทธิศักดิ์ ภู่ลาย พนักงานสอบสวน และนายวิชาญ เอกเจริญโอสถ แพทย์ประจำตำบลผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายว่า สภาพศพของผู้ตายมือและเท้าเกร็ง นายวิชาญใช้ไขควงตรวจวัดสายไฟที่ขาดในที่เกิดเหตุ ปรากฏว่ามีกระแสไฟฟ้า จึงลงความเห็นว่าผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าดูดถึงแก่ความตายตามรายงานชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.๓ เช่นนี้ การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ทำการพาดสายไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐาน และเมื่อสายไฟฟ้าขาดตกลงมา ก็ไม่รีบจัดการแก้ไข จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าดูดถึงแก่ความตาย ที่จำเลยฎีกาในข้อต่อมาว่า

โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นส่วนตัว ไม่ได้ฟ้องในฐานะผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรของโจทก์นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน ๓ คนคือเด็กหญิงรัชดาพร เด็กหญิงสุดาวรรณ และเด็กชายสุรศักดิ์ หงษ์ประชอายุ ๙ ปี ๕ ปี และ ๓ ปี ตามลำดับ ขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้อุปการะโจทก์และบุตรของโจทก์ การที่จำเลยทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ทำให้บุตรโจทก์ขาดไร้อุปการะ จึงขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรโจทก์เช่นนี้ มีความหมายพอเป็นที่เข้าใจได้ว่าบุตรโจทก์ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิของตนนั่นเอง แต่เพราะเหตุที่บุตรโจทก์ทั้งสามเป็นผู้เยาว์ ยังฟ้องคดีเองไม่ได้โจทก์ซึ่งเป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องแทน ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องทั้งในนามตนเองและในนามของบุตรทั้งสามโดยปริยาย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลอุทธรณ์ - นายพินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้