Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3679/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้นายตรวจสรรพสามิตแยกกันออกตรวจร้านค้าสุราในท้องที่ตามเขตที่กำหนดนั้นเป็นเรื่องของการแบ่งงานเพื่อความเหมาะสมในการปฏิบัติราชการเท่านั้นหาเป็นการจำกัดอำนาจหน้าที่ในการตรวจร้านค้าสุราในท้องที่เขตอื่นไม่และการตรวจร้านค้าสุราก็มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ราชการซึ่งโดยปกติจะกระทำในระหว่างเวลาราชการทั้งไม่ปรากฏว่านายตรวจสรรพสามิตจะต้องปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเวลาราชการดังนั้นการที่จำเลยที่1ถึงที่3ซึ่งเป็นนายตรวจสรรพสามิตได้ไปที่ร้านค้าสุราของผู้เสียหายซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่ตนได้รับมอบหมายให้ไปตรวจและไปหลังเวลาราชการโดยเรียกผู้เสียหายออกจากร้านมาพบที่รรถยนต์แล้วพูดว่าจะจับสุราของผู้เสียหายไปนั้นก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่นั่นเองหาใช่เป็นการกระทำส่วนตัวไม่และเมื่อจำเลยที่1ถึงที่3ร่วมกันเรียกร้องให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนเพื่อจำเลยที่1ถึงที่3จะไม่จับทั้งที่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทำผิดกฎหมายอย่างไรนั้นย่อมเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา148แล้ว ส่วนที่พวกจำเลยพูดกับผู้เสียหายว่าถ้าไม่จ่ายเงินจะจับสุราที่ร้านค้าของผู้เสียหายและจะจับเดือนละ2ครั้งโดยได้ความว่าก่อนเกิดเหตุพวกของจำเลยได้มาขู่เอาเงินไปแล้ว2ครั้งและผู้เสียหายพูดต่อรองไม่ให้จับเพราะกลัวลูกค้าจะเข้าใจผิดว่าขายสุราผิดกฎหมายแล้วผู้เสียหายจ่ายเงินให้พวกจำเลยไปนั้นเป็นการจ่ายเงินให้ไปด้วยความกลังที่เกิดจากถูกพวกจำเลยขู่เข็ญว่าจะแกล้งจับสุราในร้านนั่นเองมิใช่ผู้เสียหายจะไม่มีมูลเหตุต้องกลัวเพราะไม่ได้มีสุราผิดกฎหมายการกระทำของพวกจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา337.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นนายตรวจสรรพสามิตร่วมกันปฏิบัติงานในฐานะเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ โดยขู่เข็ญจะจับกุม จะตรวจร้าน และนำสุราของผู้เสียหายไปตรวจพิสูจน์ จนผู้เสียหายยอมจ่ายเงิน 1,300 บาทให้ไปและจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการกระทำความผิดดังกล่าวขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 148, 157, 337

จำเลยทั้งหดให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 337 ลงโทษตามมาตรา 148 บทหนัก จำคุกคนละ5 ปี และจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86,148, 337 ลงโทษตามมาตรา 86, 148 บทหนัก จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฎีกา ต่อมาจำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตายศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับกันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งนายตรวจสรรพสามิต กรมสรรพสามิต มีอำนาจหน้าที่ตรวจและจับกุมผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติสุรา และปรากฏจากคำของ อ. นายตรวจสรรพสามิตซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า พยานจะสั่งให้สายตรวจออกตรวจท้องที่ครั้งละ 3 วัน หมุนเวียนกัน แต่เมื่อสั่งให้ไปตรวจเขตหนึ่งแล้ว สายตรวจไปตรวจอีกเขตหนึ่งก็เป็นการปฏิบัติราชการเช่นกัน เพียงแต่เป็นการปฏิบัตินอกเหนือคำสั่ง ซึ่งเห็นได้ว่า การสั่งให้สายตรวจไปตรวจเขตไหน เป็นเรื่องของการแบ่งงานเพื่อความเหมาะสมในการปฏิบัติราชการเท่านั้น หาได้เป็นการจำกัดอำนาจหน้าที่ในการตรวจตราร้านสุราของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงมีอำนาจไปตรวจร้านค้าสุราของผู้เสียหายอยู่การตรวจร้านค้าสุรามิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ราชการ ซึ่งโดยปกติจะกระทำในระหว่างเวลาราชการ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อจำกัดว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในเวลาราชการเท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไปที่ร้านค้าของผู้เสียหายเมื่อเวลา 17 นาฬิกา และเรียกผู้เสียหายไปบอกว่าสุราของผู้เสียหายไม่ค่อยดีซึ่งต้องหมายความว่า สุราของผู้เสียหายไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะจับสุราของผู้เสียหายไปนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่นั่นเองหาใช่เป็นการกระทำส่วนตัวดังที่ฝ่ายจำเลยอ้างไม่ และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเรียกร้องให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนเพื่อจำเลยจะไม่จับ

ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทำผิดกฎหมายอย่างไรนั้น ย่อมเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว ส่วนที่ฝ่ายจำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ผู้เสียหายเบิกความว่าไม่ได้มีสุราผิดกฎหมายถ้าถูกจับสุราทั้งร้านจึงกลัวว่าลูกค้าจะเข้าใจผิดว่าขายสุราผิดกฎหมายแสดงว่าผู้เสียหายไม่มีมูลเหตุต้องกลัวเพราะผู้เสียหายไม่ได้มีสุราผิดกฎหมายไว้จำหน่ายทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานสรรพสามิตจะต้องเอาสุราของผู้เสียหายไปตรวจทั้งร้านฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายกลัวว่าพวกจำเลบยจะจับสุรา ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายขายสุราผิดกฎหมาย จึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้เสียหายเบิกความว่า

พวกจำเลยบอกว่าถ้าไม่ให้เงินจะจับ ผู้เสียหายได้พูดต่อรองว่าอย่าจับไปเลยถ้าจับไปลูกค้าจะไม่กล้ามาซื้อ เมื่อจำเลยที่ 2 พูดว่าถ้าไม่ยอมจ่ายเงินเดือนหนึ่งจะจับ2 ครั้ง ผู้เสียหายเกิดความกลัว ซึ่งก็มีเหตุน่าเชื่อว่าผู้เสียหายคงจะกลัวตามที่พวกจำเลยข่มขู่ เพราะปรากฏตามคำของผู้เสียหายว่า ก่อนเกิดเหตุพวกจำเลยได้ม่ข่มขู่เอาเงินไป2 ครั้งแล้ว และผู้เสียหายได้เบิกความด้วยว่า ที่ผู้เสียหายกลัวนั้นกลัวว่าพวกจำเลยจะมาแกล้งจับสุราในร้าน ไม่ใช่กลัวถูกจับสุราเถื่อนดังที่ฝ่ายจำเลยฎีกาขึ้นมา การที่ผู้เสียหายให้เงินแก่พวกจำเลยไป ก็ด้วยความกลัวที่เกิดจากถูกพวกจำเลยขู่เข็ยว่าจะจับสุรานั่นเองการกระทำของพวกจำเลย จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ รัตนากร · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต
แหล่งที่มา
ADMINแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้