Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารโจทก์ร่วมไม่จัดให้มีหลักประกันคุ้มกับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยปกปิดไม่ขออนุมัติโจทก์ร่วมและปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่จัดให้มีการจดแจ้งการรับอาวัลลงในสมุดทะเบียนไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการรับอาวัล ไม่ใช่เป็นการทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลงตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสารหรือหลักประกันของโจทก์ร่วม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42(1) สมุดทะเบียนหนังสือค้ำประกัน และสมุดบัญชีภาระในการรับรองตั๋วเงินของธนาคารโจทก์ร่วม เป็นเอกสารบัญชีหรือเอกสารของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาของโจทก์ร่วมมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและดำเนินธุรกิจในสาขาซึ่งรวมถึงการสั่งให้พนักงานลงบัญชีหรือเรียกบัญชีมาตรวจสอบ จึงถือได้ว่าจำเลยมีหน้าที่ลงบัญชีด้วยการที่จำเลยลงชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่มีหลักประกัน ไม่ขออนุมัติจากโจทก์ร่วมตามระเบียบ ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการรับอาวัลและไม่ลงบัญชีเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมสามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นการละเว้นไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีโดยมีเจตนาเพื่อลวงให้โจทก์ร่วมขาดประโยชน์อันควรได้ มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิพ.ศ. 2499 มาตรา 42(2)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการธนาคารมหานคร จำกัด สาขานนทบุรี ซึ่งเป็นอาชีพนายธนาคารอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนมีหน้าที่และได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการดำเนินและจัดการทรัพย์สินของธนาคารมหานคร จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งประกอบกิจการงานทุกอย่างรวมทั้งการรับฝากเงิน ถอนเงิน รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินและกิจการอื่น ๆ โดยจำเลยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของผู้เสียหายทุกประการในการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้ขอจะต้องมีบัญชีเงินฝากเท่ากับจำนวนเงินที่ให้รับอาวัลหรือมีหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันโดยผู้ขอต้องทำหนังสือรับรองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและทำสัญญาจำนำบัญชีเงินฝากโดยยอมให้หักเงินจากบัญชีเงินฝากหรือทำสัญญาจำนองกรณีใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกัน

ทั้งต้องได้รับอนุมัติจากผู้เสียหายก่อนกับจำเลยต้องจดแจ้งข้อความการรับอาวัลไว้ในสมุดทะเบียนของผู้เสียหายและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปีของต้นเงินที่รับอาวัลแล้วนำส่งเป็นรายได้แก่ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2531 เวลากลางวัน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2531 เวลากลางวัน และวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 เวลากลางวัน จำเลยดำเนินการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่ นบ.10/2531 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2531 ที่ นบ.11/2531 ลงวันที่19 กุมภาพันธ์ 2531 และที่ นบ.12/2531 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 ตามลำดับ ซึ่งนายนพพร อมาตยกุล ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนวนฉบับละ2,250,000 บาท ให้แก่นายนิพนธ์

กาญจนพันธ์ ในวันที่ 4 มีนาคม 2531 จำนวน 2 ฉบับ และวันที่ 8 มีนาคม 2531 ตามลำดับ โดยจำเลยไม่ดำเนินการตามระเบียบและขออนุมัติจากผู้เสียหายก่อน ทั้งไม่จดแจ้งข้อความลงไว้ในสมุดทะเบียนของผู้เสียหายแล้วเบียดบังยักยอกเอาทรัพย์สินเงินค่าธรรมเนียมการรับอาวัลจำนวน 1,479.45 บาท 1,294.52 บาทและ 1,202.05 บาท ตามลำดับ ที่ได้รับจากผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต และเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของจำเลย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์อันควรได้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 41, 42 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินรวม 3,976.02 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างการพิจารณา ธนาคารมหานคร จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิพ.ศ. 2499 มาตรา 42(1)(2) จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42(1) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ร่วมฎีกาประการเดียวว่า การที่จำเลยไม่จัดให้มีหลักประกันคุ้มกับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยปกปิดไม่ขออนุมัติโจทก์ร่วม และปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่จัดให้มีการจดแจ้งการรับอาวัลลงในสมุดทะเบียนไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับอาวัล เป็นการงดเว้นกระทำ เพื่อลวงให้โจทก์ร่วมขาดประโยชน์อันควรเป็นการทำให้โจทก์ร่วมเสียหาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอม บัญชีเอกสารหรือหลักประกันของโจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42(1) ด้วย เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 42(1)

จะต้องทำให้เสียหายเปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสารหรือหลักประกันของโจทก์ร่วม การที่จำเลยไม่จัดให้มีหลักประกันคุ้มกับจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยปกปิดไม่ขออนุมัติโจทก์ร่วมและปฏิเสธว่าไม่ได้ลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่จัดให้มีการจดแจ้งการรับอาวัลลงในสมุดทะเบียนไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการรับอาวัลไม่ใช่เป็นการทำให้เสียหาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสาร หรือหลักประกันของโจทก์ร่วม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามที่โจทก์ร่วมฎีกาฎีกาโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาประการเดียวว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 42(2) เพราะจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ไม่ใช่สมุดบัญชีสำคัญ

การไม่ลงบัญชีไม่ทำให้หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์ และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องลงบัญชีหรือยินยอมให้ไม่ลงบัญชีเพื่อลวงโจทก์ร่วม เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นผู้จัดการของโจทก์ร่วมสาขานนทบุรีมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและดำเนินธุรกิจของโจทก์ร่วมสาขานนทบุรี จำเลยจึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามที่กฎหมายมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้เอกสารหมาย จ.5 เป็นสมุดทะเบียนหนังสือค้ำประกัน ส่วนเอกสารหมาย จ.6 เป็นสมุดบัญชีภาระในการรับรองตั๋วเงินของโจทก์ร่วม จึงเป็นเอกสารบัญชีหรือเอกสารของบริษัทตามที่กฎหมายมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน และข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า

ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้จัดการของโจทก์ร่วมสาขานนทบุรี มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและดำเนินธุรกิจในสาขานนทบุรีทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการสั่งให้พนักงานลงบัญชีหรือเรียกบัญชีมาตรวจสอบด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยมีหน้าที่ลงบัญชีด้วย การที่จำเลยลงชื่อรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่มีหลักประกันไม่ขออนุมัติจากโจทก์ร่วมสำนักงานใหญ่ตามระเบียบ ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการรับอาวัลและไม่ลงบัญชีเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมสามารถตรวจสอบได้ จึงเป็นการละเว้นไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีโดยมีเจตนาเพื่อลวงให้โจทก์ร่วมขาดประโยชน์อันควรได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42(2)ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2566

เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ข้อ 2 แล้ว โจทก์ไม่บรรยายว่า ข้อความเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นของจําเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างเป็นมูลเพื่อขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสี่ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแจ้งให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1300/2566

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หุ้นทุก ๆ หุ้นจำต้องใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 701/2566

จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2565

แม้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตรงกับเอกสารที่แนบท้ายสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.11 และตรงกับเอกสารหมาย ล.19 ที่ออกเอกสารวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และข้อมูลในสมุดทะเบีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6647/2560

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 353 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลบริหารจัดการด้านการบริหาร การเงิน วางแผนการดำเนินการรวมถึงงบประมาณของโจทก์ และรับผิดชอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้