คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีที่รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยสูญหายไปหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายผไทรัฐ วงษ์วิวัฒนาวุฒิ มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยตลอดจนดูแลและป้องกันการขโมยทรัพย์สินในบริเวณสถานที่หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา
นายผไทรัฐได้นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เข้าไปจอดที่บ้านเลขที่ 24/765 ภายในหมู่บ้านอยู่เจริญ เช้าวันรุ่งขึ้นนายผไทรัฐทราบว่ารถยนต์ของตนสูญหายไป จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลรักษาทรัพย์สินภายในหมู่บ้านอยู่เจริญมิให้สูญหาย ได้กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาโจรกรรมเอารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนคืนทุนประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้วเป็นเงินจำนวน 270,000 บาท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยผู้ทำละเมิด เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญากันนายผไทรัฐเพื่อรับดูแลรักษารถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ผ
- 9964 กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์ของนายผไทรัฐตามสัญญา การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ตรวจตราและมีคนลักเอารถยนต์คันเกิดเหตุไปจากบริเวณหมู่บ้านอยู่เจริญได้ จึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อนายผไทรัฐ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อนายผไทรัฐทั้งในเรื่องสัญญาและละเมิด โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจากนายผไทรัฐมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่รถยนต์ของนายผไทรัฐสูญหายไปได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2538 ระหว่างบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทแอร์การ์ด จำกัด จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้รับฟังพยานหลักฐานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้องไปได้เลย โดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบก่อน ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเขียนคำพิพากษาไว้ในคำฟ้องหน้าแรกของโจทก์จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาเป็นหนังสือและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกับคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีครบถ้วนแล้วย่อมเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะเขียนไว้ในคำฟ้องก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ