Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2523 (เลขอ้างอิง 36644)

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฎีกากล่าวเพียงว่าค่าเสียหายไม่ควรเกินกว่าจำนวนเท่านั้นเท่านี้โดยไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด ๆ สนับสนุนเป็นฎีกาที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะอ้างอิงขึ้นกล่าวไว้โดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับวิ่งคู่กันไปแล้วเกิดกระแทกกันรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักวิ่งข้ามเกาะกลางถนนไปชนสามีและบิดาโจทก์ถึงตายเป็นเรื่องต่างทำละเมิด ไม่ใช่ร่วมกันทำละเมิดจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2ในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ประมาทมาก ศาลให้จำเลยที่ 1,3 ใช้ค่าเสียหาย 9 ส่วน จำเลยที่ 2 ใช้ 1 ส่วน

เนื้อความคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 109,000 บาทกับดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 กับให้ร่วมกันชำระเงิน108,000 บาทกับดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่าศาลล่างกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์แต่ละสำนวนมากเกินไป ซึ่งจำเลยที่ 3 กล่าวมาในฎีกาว่าศาลชั้นต้นพิเคราะห์รายได้ของผู้ตายแล้วกำหนดค่าใช้จ่ายในการทำศพ 8,000บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 จำนวน 100,000 บาทเกินสมควรความจริงค่าทำศพไม่ควรเกิน 4,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะไม่ควรเกิน20,000 บาท สำหรับโจทก์ที่ 7 ค่าทำศพไม่ควรเกิน 5,000 บาท และค่าขาดไร้อุปาระโจทก์ที่ 8 ถึงที่ 11 ไม่ควรเกิน 12,000 บาทนั้น

จำเลยที่ 3กล่าวมาเพียงแต่ว่าไม่ควรเกินกว่าจำนวนเท่านั้นเท่านี้ลอย ๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด ๆ สนับสนุนเลย เป็นฎีกาที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะอ้างอิงขึ้นกล่าวไว้โดยแจ้งชัด ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ความเสียหายเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2นั้น เห็นว่า ปรากฏในคำเบิกความของนายเชิง ไทรทับทิมจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 3อ้างมาเป็นพยานว่า ก่อนจะวิ่งคู่กัน รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับมาอยู่หลังรถยนต์อีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถบรรทุกรำและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 1 ขับไปจนทันและวิ่งคู่กันไปประมาณครึ่งกิโลเมตรรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับค่อย

ๆ ห่างออกมาทางข้างหลังรถบรรทุกรำได้ประมาณครึ่งคันก็เกิดเหตุ รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1ขับเสียหลักวิ่งข้ามเกาะกลางถนนซึ่งสูงประมาณ 1 คืบ ไปชนนายนนท์และนายเฉลียว ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเกาะกลางถนนนั้น แล้ววิ่งข้ามเกาะนั้นกลับมาลงคลองข้างถนนเส้นเดิมที่ขับรถไป จำเลยที่ 1 ว่าได้ห้ามล้อ แต่ห้ามไม่อยู่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถมาด้วยความเร็วสูงมากและพยายามจะขับแซงรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับไปข้างหน้า ได้ขับตีคู่แข่งกันไปโดยจำเลยที่ 2 ก็ไม่ยอมลดความเร็วให้แซงขึ้นหน้ารถที่ตนขับ ผลที่สุดรถยนต์ทั้งสองก็กระแทกปะทะกันอันเป็นผลเนื่องโดยตรงมาจากการกระทำดังกล่าวอันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยทั้งสองนั่นเอง เห็นว่า การประมาทของจำเลยทั้งสองครั้งนี้

จำเลยที่ 1มีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 2 เป็นอย่างมาก หาใช่เกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียว หรือจำเลยที่ 2 ประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้นั้น เห็นว่า โดยเหตุที่ข้อเท็จจริงเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยที่ 3เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว หาได้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด ศาลจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 2 ได้กระทำให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดนี้ต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของตนเท่านั้น และเห็นว่าความเสียหายครั้งนี้เกิดเพราะจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่างละเมิดต่อโจทก์ ไม่ใช่ร่วมกันทำละเมิด จำเลยทั้งสองนี้จึงต้องรับผิดในผลแห่งความเสียหายโจทก์ตามส่วนแห่งความประมาทของตนสำหรับส่วนแห่งความประมาทของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาได้ วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแห่งคำพิพากษานี้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ประมาทกว่าจำเลยที่ 2 เป็นอย่างมาก เห็นควรให้จำเลยที่ 1รับผิดในผลแห่งความเสียหายต่อโจทก์ 9 ส่วน และให้จำเลยที่ 2 รับผิดในผลแห่งความเสียหายต่อโจทก์ 1 ส่วนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งเงินค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ได้รับชดใช้ทั้งสองสำนวนออกเป็นสำนวนละ 10ส่วน ให้จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชดใช้ให้โจทก์สำนวนละ 9 ส่วน ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ให้โจทก์สำนวนละ 1 ส่วน ให้จำเลยดังกล่าวเสียดอกเบี้ยในเงินส่วนที่ตนต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ในอัตราและระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้แก่โจทก์ทั้งสองสำนวนด้วย"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุไพศาล วิบุลศิลป์ · จันทร์ ระรวยทรง · สุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้