Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3663/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มิใช่พิจารณาว่าโจทก์ต้องฟ้องคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาเสร็จเด็ดขาด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งอันสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาฐานบุกรุกของจำเลย จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2513 นายบุญสินยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้แก่โจทก์ ต่อมาประมาณปี 2536 จำเลยเข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยได้ไม่รับอนุญาต โจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยไม่ยินยอมจึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2544 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่ยกฟ้องเนื่องจากจำเลยขาดเจตนากระทำความผิด โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินต่อไปจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งจำเลยได้รับแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355

จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยอยู่อาศัยโดยมีบ้านเลขที่ 549 หมู่ที่ 8 ปลูกอยู่เดิมเป็นของนายสำเริงใส่ชื่อนายบุญสินไว้แทนซึ่งรวมทั้งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ด้วยต่อมานายสำเริงขายให้นายสา ปี 2522 จำเลยเช่าที่ดินและบ้านจากนายขาลบุตรของนายสาพักอาศัยและประกอบการค้าหลังจากนั้นจำเลยซื้อที่ดินและบ้านจากนายขาล ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตามฟ้อง จำเลยไม่ขอรับรองว่าตำแหน่งที่ดินถูกต้อง หรือไม่ เพราะตรวจสอบกับโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียงแล้วเลขที่ดินไม่ตรงกันและไม่ตรงกับที่ดินแปลงที่จำเลยซื้อจากนายขาล หากเป็นที่ดินแปลงเดียวกันที่ดินเป็นของนายสำเริง ใส่ชื่อนายบุญสินไว้แทนและนายสำเริงมิได้รู้เห็นการที่นายบุญสินยกที่ดินให้โจทก์ นิติกรรมยกให้ตกเป็นโมฆะ จำเลยรับโอนที่ดินต่อจากผู้รับโอนมาจากเจ้าของที่แท้จริงโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต จำเลยย่อมเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่ใช่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลขึ้นอุทธรณ์ให้จำเลย 1,560 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2544 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 40 ตารางวาเศษ ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษณ์อันเป็นที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยก่อสร้างอาคารในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 โดยวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาท คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 เป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษ์ โดยมีผู้ยกให้ด้วยเจตนาให้ใช้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยขาดเจตนาบุกรุกและมิใช่ผู้ปลูกสร้างอาคาร จึงพิพากษายกฟ้องตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 และคดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยังคงอยู่อาศัยในที่ดินแปลงตามฟ้องของพนักงานอัยการตลอดมา วันที่ 3 เมษายน 2546 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษและจำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย วันที่ 25 กรกฎาคม 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้ ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อเดียวว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2546 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีอาญาแล้ว

เห็นว่า คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มิใช่พิจารณาว่าโจทก์ต้องฟ้องคดีแพ่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาเสร็จเด็ดขาดตามที่จำเลยฎีกา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งอันสืบเนื่องมาจากกระทำความผิดอาญาฐานบุกรุกของจำเลย จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา แล้วพิพากษาคดีนี้โดยไม่สืบพยานหลักฐานของคู่ความชอบหรือไม่ เห็นว่า

การนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ กล่าวคือคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ที่ถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความเดียวกับในคดีอาญา สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 355 เป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาลตำบลกันทรลักษ์ และคู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ฉะนั้น

การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาแล้วพิพากษาคดีนี้โดยไม่สืบพยานหลักฐานของคู่ความจึงชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า ตำแหน่งที่ดินระวางที่ดินยังเป็นที่สงสัยอยู่ว่าที่ดินแปลงที่จำเลยอาศัยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 355 ตามฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นควรสืบพยานหลักฐานให้ได้ความชัดเจนเสียก่อน เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 ตุลาคม 2546 ศาลได้กำหนดข้อพิพาทไว้เพียงประเด็นเดียว คือ ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย ไม่มีประเด็นว่าที่ดินแปลงที่จำเลยอาศัยเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 355 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ศาลกำหนดประเด็นไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอย่างไร คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นจะต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคท้าย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้