Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3654/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยคำฟ้องของจำเลยที่ 1ที่จำเลยที่ 2 ได้นำไปพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ข. เป็นข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลทั้งข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ตามที่ได้ความจากคำฟ้องของ โจทก์ในคดีนี้กับที่จำเลยที่ 2 นำไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ข. ก็ปรากฏว่าล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข้อหาความผิดที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะหมิ่นประมาทโจทก์ หากแต่เพื่อประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ที่ฟ้องโจทก์เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 และข้อความที่จำเลยที่ 2 นำไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ข. นอกจากข้อเท็จจริงจะฟังได้ ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ว่าเป็นข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลดังกล่าวแล้ว ยังได้ความอีกว่าการกระทำของ จำเลยที่ 2 เป็นการเผยแพร่คำฟ้องไม่มีข้อความอื่นนอกเหนืออันจะ ส่อแสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 นำข้อความดังกล่าวลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ข. จึงเป็น การรายงานข่าวเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีอาญาต่อ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้แจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลโดยสุจริต จำเลยที่ 2 จึงได้รับ ความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(4) ไม่เป็นความผิด ฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 1 รับราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับการส่วนตรวจราชการ 3 จเรตำรวจจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ข่าวสด จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ข่าวสดต่อบุคคลที่สาม โดยจำเลยที่ 1 เจตนาให้จำเลยที่ 2 นำข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 136, 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484มาตรา 4, 48 และให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาของศาล(ฉบับเต็ม) ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เดลินิวส์ แนวหน้า มติชน และข่าวสดโดยใช้ขนาดตัวอักษรสูง 2 มิลลิเมตร ความกว้าง 1.5 มิลลิเมตรเป็นเวลา 15 วันติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด กับห้ามจำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีการะหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ค้าน เนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326 และ 328 ความผิดตามมาตรา 326 และ 328 เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 จากสารบบความสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 ไม่ใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่ ตามคำฟ้องข้อ 2

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์หลายกรรมต่างกันโดยโจทก์แยกการหมิ่นประมาทในแต่ละกรรมเป็นข้อ ก. และข้อ ข. และในแต่ละข้อดังกล่าวโจทก์แยกเป็น 2 ย่อหน้า ย่อหน้าแรกของคำฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. ในแต่ละข้อโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ 1 เจตนาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์ข่าวสดนำข่าวเพื่อไขข่าวแพร่หลาย โดยนำข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ที่จำเลยที่ 1ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดและจำเลยที่ 2 ได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดซึ่งข้อความตามที่ปรากฏในย่อหน้าที่สองของคำฟ้องข้อ ก. และข้อ ข.จำนวน 2 ฉบับตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องข้อ 3 ต่อไปว่า

เมื่อผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้เจ้าพนักงานศาล สื่อมวลชนต่าง ๆ และประชาชนได้ยิน ได้ทราบ และได้อ่านข้อความคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้และที่จำเลยที่ 2 ได้เผยแพร่คำฟ้องหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำฟ้องข้อ ก.และข้อ ข. ในหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 แล้ว ทำให้บุคคลดังกล่าวมาข้างต้นเชื่อว่าโจทก์ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นคนไม่ดีไม่มีคุณธรรม มีเจตนากลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษทางอาญา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยืนยันในคำฟ้องคดีนี้อย่างแจ้งชัดว่าข้อความที่จำเลยที่ 2 นำไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งโจทก์นำมาบรรยายไว้ในฟ้องข้อ 2 ก. และข้อ 2 ข. เป็นข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่ประการใดข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติได้ว่า ข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 2 ก. และข้อ

ข. กับข้อความตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 เป็นข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ คำฟ้องของจำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 2 ที่นำไปพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดดังกล่าวเป็นข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล ทั้งข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ตามที่ได้ความจากคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 ก. และข้อ 2 ข. ในคดีนี้กับที่จำเลยที่ 2 นำไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ก็ปรากฏว่าล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข้อหาความผิดที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะหมิ่นประมาทโจทก์ หากแต่เพื่อประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ที่ฟ้องโจทก์เท่านั้น

การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 สำหรับข้อความที่จำเลยที่ 2 นำไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 จำนวน 2 ฉบับ นั้น นอกจากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ว่าเป็นข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นแล้ว เมื่ออ่านคำฟ้องข้อ 3 แล้ว คดียังได้ความอีกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการเผยแพร่คำฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่ปรากฏว่า การที่จำเลยที่ 2 นำข้อความในคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดนั้น

มีข้อความอื่นนอกเหนือไปจากนั้นอันจะส่อแสดงให้เห็นเจตนาไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 นำข้อความดังกล่าวลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือข่าวสดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 จึงเป็นการรายงานข่าวเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลโดยสุจริต จำเลยที่ 2 จึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(4) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามฟ้องเช่นนั้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 เสนอข่าวเกี่ยวกับโจทก์ในทำนองเดียวกันเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันโดยเจตนาทำลายชื่อเสียงของโจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์คดีนี้

โจทก์ระบุว่าจำเลยที่ 2 นำคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2542 และฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2542 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งตามเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวปรากฏข้อความไว้อย่างชัดแจ้งว่า หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 มีนาคม 2542 เป็นการเสนอคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2542 ส่วนฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2542 เสนอคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2542 อีกคดีหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 นำคำฟ้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ในแต่ละคดีไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดคดีละฉบับ เป็นเพียงการเสนอข่าวเหตุการณ์ประจำวันที่เกิดขึ้นในแต่ละวันซึ่งเป็นหน้าที่ของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องกระทำ จึงไม่เป็นข้อแสดงว่าจำเลยที่ 2 เจตนาทำลายชื่อเสียงของโจทก์ และถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เสนอข่าวหรือแจ้งข่าวโดยไม่สุจริต อันจะเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(4) ดังที่ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิศักดิ์ พรวชิราภา · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้