Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นนายหน้าติดต่อขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 สัญญาจะซื้อขายระหว่างบริษัท น. กับจำเลยที่ 1 ได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ชี้ช่องจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ตามสัญญา การที่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันระหว่างบริษัท น. กับจำเลยที่ 1 ก็เนื่องจากบริษัท น. และจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญากัน ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดใช้ค่าบำเหน็จนายหน้าแก่โจทก์ ข้อความในสัญญาจะซื้อขายที่ระบุไว้ความว่า จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่านายหน้าในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขเพราะเงื่อนไขต้องเป็นเหตุการณ์ที่จะมีขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน ถ้าผู้ซื้อและจำเลยที่ 1 ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเป็นอย่างอื่น หรือไม่เลิกสัญญากันก็ต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายกันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาอย่างแน่นอน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานบริหารของจำเลยที่ ๑ จำเลยได้ติดต่อขอให้โจทก์จัดการขายที่ดินของจำเลยที่ ๑ โดยให้คำมั่นว่าจะจ่ายบำเหน็จค่านายหน้า โจทก์เสนอขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมรังสิตจำกัด ในราคา ๗๓ ล้านบาท และบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับจำเลยที่ ๑ ตามการชี้ช่องของโจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด โจทก์เป็นกรรมการบริษัท จำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาจะซื้อขายไม่ใช่เนื่องจากการชี้ช่องของโจทก์

จำเลยที่ ๑ ไม่เคยตกลงให้โจทก์เป็นนายหน้า บริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยที่ ๑ และขอลดเงินมัดจำที่จะต้องถูกริบ ๑๑ ล้านบาท โดยยอมให้ริบเพียง ๓ ล้านบาท การโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาไม่เกิดขึ้น สัญญาข้อ ๕ ระบุไว้ว่าจำเลยที่ ๑ จะจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขาย การเจรจาขอซื้อที่ดินตลอดจนตกลงเลิกสัญญา และการขอลดการริบเงินมัดจำ โจทก์เป็นผู้ติดต่อแทนบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด ทั้งสิ้น การที่จำเลยที่ ๑ ตกงจะจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าก็เพื่อให้บริษัทในครอบครัวของโจทก์จ่ายเงินค่าซื้อที่ดินน้อยลง การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ กับให้การว่า หากจำเลยที่ ๑ ตกลงให้ค่านายหน้า สัญญานายหน้าก็ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่หรือผู้แทน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินค่านายหน้าแก่โจทก์ ๑,๘๒๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย คดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด โจทก์เป็นนายหน้าชี้ช่องให้บริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด เข้าทำสัญญาจะซื้อขาย และค่าบำเหน็จนายหน้าคิดเป็นเงิน ๑,๘๒๕,๐๐๐ บาทตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๖ โจทก์ทราบข้อความในสัญญาและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ต่อมามีการแก้ไขเอกสารหมาย จ.๖ โดยเพิ่มเงินมัดจำเป็น ๘ ล้านบาท และยืดเวลาการชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ ครั้นถึงกำหนดผู้ซื้อได้ชำระเงินทั้งหมดให้จำเลยที่ ๑ คงชำระเพียง ๖ ล้านบาท ต่อมาผู้ซื้อและจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวต่อกันตามเอกสารหมาย ล.๖ แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า

ประเด็นข้อแรกที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาความว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๕ ประกอบด้วยข้อ ๔ นั้น สัญญาดังกล่าวข้อ ๔ วรรคแรกระบุว่า "เมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว ผู้ขายจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อหรือบุคคลอื่นใดที่ผู้ซื้อจะระบุชื่อ" และข้อ ๕ ระบุว่า "การซื้อขายที่ดินรายนี้มีนายหน้า ผู้ขายตกลงจะจ่ายค่านายหน้าร้อยละ ๒.๕ ของราคาที่ขายดังระบุไว้ในข้อ ๑ โดยจะจ่ายให้นายหน้าในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายนี้" ในเรื่องค่านายหน้านี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๘๔๕ วรรคแรก บัญญัติว่า บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องได้ให้เข้าทำสัญญาก็ดี

จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันเสร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่ จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ได้ทำกันสำเร็จแล้วเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่อง จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายหน้าตามสัญญา การที่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันระหว่างผู้ซื้อกับจำเลยที่ ๑ ก็เนื่องจากผู้ซื้อและจำเลยที่ ๑ ตกลงเลิกสัญญากัน ไม่ทำให้จำเลยที่ ๑ หลุดพ้นความรับผิดใช้ค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่โจทก์ ทั้งข้อตกลงในการเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย ล.๖ นอกจากที่ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องถึงโจทก์แล้ว ยังไม่ได้กล่าวถึงค่าบำเหน็จนายหน้าด้วย ส่วนข้อความในสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๕ ที่ระบุไว้ความว่าจำเลยที่ ๑ จะจ่ายค่านายหน้าในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้นไม่ใช่เงื่อนไข

เพราะเงื่อนไขต้องเป็นเหตุการณ์ที่จะมีขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน แต่การโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ แม้เป็นเหตุการณ์ที่จะมีขึ้นในอนาคต แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่แน่นอน ถ้าผู้ซื้อและจำเลยที่ ๑ ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเป็นอย่างอื่น หรือไม่เลิกสัญญากัน ก็ต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อขายกันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาอย่างแน่นอน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าบำเหน็จนายหน้า ประเด็นข้อต่อไปที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของผู้ซื้อ เป็นตัวแทนผู้ซื้อมาติดต่อขอซื้อที่ดิน ตลอดจนขอเลิกสัญญา และโจทก์เป็นพยานในสัญญาพิพาท (เอกสารหมาย จ.๖) การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและดำเนินคดีโดยไม่สุจริตนั้น

เห็นว่าบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิต จำกัด ผู้ซื้อ เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนสิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลกับสิทธิและหน้าที่ของผู้เป็นหุ้นส่วนจึงต้องแยกพิจารณาต่างหากจากกัน การที่โจทก์เป็นนายหน้าชี้ช่องให้ผู้ซื้อเข้าทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ ๑ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นไปตามสัญญานายหน้าส่วนนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับจำเลยที่ ๑ เป็นไปตามสัญญาจะซื้อขายเพราะเป็นคนละสัญญาและมิใช่เป็นคู่สัญญารายเดียวกัน ทั้งโจทก์ก็ทำสัญญานายหน้ากับจำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัวของโจทก์เอง มิได้เกี่ยวข้องกับบริษัทนิคมอุตสาหกรรมรังสิตจำกัด แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่านายหน้าจากจำเลยที่ ๑ เป็นคดีนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาจ ปัญญาดิลก · ดำรง สายเชื้อ · ไพจิตร วิเศษโกสิน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสกล เหมือนพะวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายสมประสงค์ พานิชอัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้