Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำโดยประมาทจุดธูปทิ้งไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้านข

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายว่าจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 368 จึงมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันกระทำโดยประมาทจุดธูปทิ้งไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 722,950 บาท

หลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 3 ในฐานะเจ้าของบ้านต้นเพลิงและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ทำบันทึกข้อตกลงโดยจำเลยที่ 3 ยินยอมซ่อมแซมบ้านของโจทก์ ส่วนความเสียหายของเครื่องตกแต่งบ้านและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 3 จะจัดให้มีการประเมินราคาและตกลงค่าเสียหายกันในภายหลัง แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ซ่อมแซมบ้านของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 ทำบันทึกดังกล่าว โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 775,685.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 722,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 400,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 442,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องได้เกิดเพลิงไหม้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่จุดธูปทิ้งไว้ในห้องพระชั้น 2 เพลิงลุกลามไปไหม้หลังคาและบริเวณชั้น 2 ของบ้านโจทก์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกการตกลงค่าเสียหายและจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามเอกสารหมาย จ.7 ต่อหน้าร้อยตำรวจโทชูตระกูล ยศมาดี รองสารวัตรสอบสวนทำหน้าที่ร้อยเวรที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำละเมิดหรือก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ต่อมาจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าเสียหายตามข้อตกลงให้แก่โจทก์

โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย... คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่การที่จำเลยที่ 3 สมัครใจเข้าทำสัญญากับโจทก์รับที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จากการถูกผู้อื่นกระทำละเมิด ก็เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับผิดตามสัญญานั้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตีความการแสดงเจตนาตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นข้ออ้างข้อเถียงเกี่ยวกับข้อความในบันทึกเอกสารหมาย

จ.7 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.7 ด้วยหรือไม่ ในเมื่อบันทึกตามเอกสารหมาย จ.7 ถือว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 3 นำสืบในสำนวนความมาวินิจฉัยโดยตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริตของคู่กรณีและโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 นั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · สบโชค สุขารมณ์ · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2567

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าระบุสินสมรสที่ตกลงยกให้โจทก์เพียงบ้านเลขที่ 109/4 โดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 89706 อันเป็นที่ตั้งของบ้านดังกล่าว แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยแบ่งที่ดังกล่าวอั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2566

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3281/2562

สัญญาตัวแทนตามคำฟ้องเป็นสัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยกับจำเลยซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบรเมิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การที่คู่สัญญาตกลงกันให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากสั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้