Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3628/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับข้อหาพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตาม ป.อ.มาตรา 371 นั้น อัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของโจทก์รวมถึงข้อหานี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 298, 371

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 4 ปี คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี ฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท (ที่ถูก ปรับคนละ 100 บาท) รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี และปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้มีดฟันและแทงพยายามฆ่านายสวัสดิ์ ผู้เสียหาย มีบาดแผลตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับข้อหาพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นั้น อัตราโทษอย่างสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ โจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ

การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของโจทก์รวมถึงข้อหานี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยความผิดในข้อหาดังกล่าวและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนนี้เสีย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายสกล เป็นประจักษ์พยาน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า

ก่อนเกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายกำลังจะเดินเข้าไปในร้านมัยคาราโอเกะเพื่อไปรับคนรักที่เป็นพนักงานเสิร์ฟโดยผู้เสียหายเดินตามหลังนายสกล มีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าร้านดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยที่ 2 ชี้ไปทางผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้เสียหายได้ยินเสียงตะโกนร้องว่า "เฮ้ย" จึงหันไปดูก็ถูกจำเลยที่ 1 และนายธนากรร่วมกันทำร้ายจนกระทั่งนายสกลใช้แป๊บที่ตกอยู่บริเวณที่เกิดเหตุตีนายธนากร นายธนากรจึงปล่อยตัวผู้เสียหาย ซึ่งนายสกลเบิกความยืนยันในทำนองเดียวกันว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชี้ไปทางพยานกับพวกแล้วผู้เสียหายก็ถูกจำเลยที่ 1 และนายธนากรร่วมกันทำร้าย นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสกลอีกว่า

หลังจากนายธนากรปล่อยตัวผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 2 ชี้ไปทางนายสกลและพูดกับจำเลยที่ 1 แต่จะพูดเรื่องอะไรนายสกลได้ยินไม่ถนัด จากนั้นจำเลยที่ 1 วิ่งถือแป๊บไปทางนายสกล โดยมีจำเลยที่ 2 ยืนในลักษณะคุมเชิงอยู่ห่างประมาณ 2 เมตร นายสกลก็ถือแป๊บเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 จึงถอยกลับไป ทั้งได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจจิระศักดิ์ พยานโจทก์ผู้จับกุมว่าพยานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมกันที่ร้าน ก. การช่าง ซึ่งแสดงว่าหลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองต้องหลบหนีไปด้วยกัน แม้ผู้เสียหายและนายสกลต่างเบิกความว่า ขณะที่ฝ่ายผู้เสียหายกับนายสกลและพวกกับฝ่ายจำเลยทั้งสองกับพวกกลุ่มวัยรุ่นต่างนั่งรับประทานอาหารและดื่มสุราในร้านมัยคาราโอเกะไม่มีเหตุทะเลาะโต้เถียงกันก็ตาม แต่ก็ได้ความจากร้อยตำรวจเอกจตุรภัทร

พนักงานสอบสวนว่าจากการสอบสวนเบื้องต้นได้ความว่ากลุ่มผู้เสียหายกับกลุ่มจำเลยทั้งสองเกิดมีการเขม่นกันเรื่องพนักงานเสิร์ฟผู้หญิงในร้านซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่ามีพนักงานเสิร์ฟผู้หญิงคนหนึ่งไปนั่งคุยกับจำเลยที่ 2 ที่โต๊ะจำเลยทั้งสองกับพวก ประมาณ 2 ถึง 3 นาที ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ดังนี้ตามเหตุพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 2 คบคิดกันเพื่อทำร้ายฝ่ายผู้เสียหาย จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอายุกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 โดยไม่ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จึงไม่ถูกต้องสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดมาตราส่วนโทษแก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เรวัตร อิศราภรณ์ · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้