Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2522 (เลขอ้างอิง 36222)

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อความตามสัญญาระบุว่า หากผู้รับจ้างไม่อาจก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนดดังกล่าว ผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้จ้างปรับเป็นรายวัน วันละ 1,000 บาท จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จนั้นเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์ผู้รับจ้างสัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรฉะนั้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้แล้ว จำเลยผู้จ้างจะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 การที่จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ภายหลังวันครบกำหนดที่โจทก์ต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ 3-4 วัน และต่อจากนั้นก็ไม่ได้ว่าจ้างบุคคลใดซ่อมแซมก่อสร้างงานที่ขาดตกบกพร่องให้แล้วเสร็จไปโดยพลันจึงมีส่วนผิดที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาถึง 360 วันศาลเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ให้เพียง 60 วัน คิดเป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อคดีได้ความว่าโจทก์ทำงานงวดสุดท้ายตามสัญญาไปแล้ว หากแต่ทำงานไปโดยยังไม่เรียบร้อยมีข้อบกพร่องอยู่และไม่ส่งมอบงานให้จำเลย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญา จำเลยคงมีสิทธิหักค่าจ้างเท่าที่ต้องเสียไป แต่ไม่มีสิทธิจะงดจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายเสียทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคาร สัญญาจะชำระเงินค่าจ้างให้โจทก์เป็น 7 งวด งวดสุดท้าย จะชำระเมื่อโจทก์ประกอบบานประตู หน้าต่าง ปูกระเบื้องห้องน้ำและปูพื้นกระเบื้องยางเสร็จ โจทก์ได้ทำการก่อสร้างตามสัญญา และจำเลยได้รับมอบไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ยอมชำระค่าจ้างที่ค้าง ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานงวดสุดท้ายไม่เสร็จ จำเลยต้องจ้างช่างอื่นมาทำการแทน โจทก์ผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิรับเงินสำนวนหลังโจทก์ฟ้องมีข้อความทำนองเดียวกับคำให้การของจำเลยในสำนวนแรก และฟ้องว่าเมื่อจำเลยผิดสัญญาก่อสร้างอาคาร โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาให้จำเลยทราบ จำเลยต้องเสียค่าปรับแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท และโจทก์ต้องเสียหายในการที่จำเลยสร้างอาคารไม่เสร็จ จึงขอเรียกค่าเสียหายและค่าปรับเป็นเงิน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกับฟ้องโจทก์ในสำนวนแรกและให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องคดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาโดยเรียกห้างหุ้นส่วนจำกัดดำรงศักดิ์ก่อสร้างทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกนายเจริญชัยทั้งสองสำนวนว่าจำเลยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ (สำนวนแรก) และพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 (จำเลยที่ 1 ที่ 2 ในสำนวนหลัง) ร่วมกันใช้ค่าเสียหายและเบี้ยปรับแก่จำเลยเป็นเงิน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดสุดท้ายให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจำเลยฎีกาขอให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายและเบี้ยปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อความตามสัญญาระบุว่า หากผู้รับจ้างไม่อาจก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จภายในกำหนดดังกล่าว ผู้รับจ้างยินยอมให้ผู้จ้างปรับเป็นรายวัน วันละ 1,000 บาท

จนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จนั้น เบี้ยปรับ วันละ 1,000 บาทนั้น เป็นเบี้ยปรับที่โจทก์ผู้รับจ้างสัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เป็นต้น ฉะนั้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้แล้ว จำเลยผู้จ้างจะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 แต่การที่จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ภายหลังวันครบกำหนดที่โจทก์ต้องทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ 3 - 4 วัน และต่อจากนั้นก็ไม่ได้ว่าจ้างบุคคลใดซ่อมแซมก่อสร้างงานที่ขาดตกบกพร่องให้แล้วเสร็จไปโดยพลัน จึงมีส่วนผิดที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาถึง 360 วัน เมื่อคำนวณงานที่ยังไม่แล้วเสร็จรวม 11 รายการแล้ว

ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับที่โจทก์ไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ให้เพียง 60 วันคิดเป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อคดีได้ความว่าโจทก์ทำงานงวดสุดท้ายตามสัญญาไปแล้ว หากแต่ทำงานไปโดยยังไม่เรียบร้อยมีข้อบกพร่องอยู่และไม่ส่งมอบงานให้จำเลย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและให้บุคคลอื่นคิดราคาค่าซ่อมแซมงานที่ยังไม่เรียบร้อยและมีข้อบกพร่องอยู่ ไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์ไม่ทำงานเลยจนถึงกับจำเลยจะมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จำเลยคงมีสิทธิหักค่าจ้างเท่าที่ต้องเสียไป แต่ไม่มีสิทธิจะงดจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายเสียทั้งหมดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 7 (งวดสุดท้าย) เป็นเงิน179,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ วราภรณ์ · ธาดา วัชรานันท์ · จำรัส เขมะจารุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2537

ตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ข้อ 22 ความว่า"ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญาแต่ผู้ว่าจ้างก็ยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างยอมให้ผู้ว่าจ้างปรับเป็นรายวัน" เบี้ยปรับดังกล่า…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 99341)

โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียน กำหนดเวลาส่งมอบงานและชำระค่าจ้างเป็นงวดรวม 7 งวด จำเลยที่ 1 ดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดแก่โจทก์ โจทก์รับมอบงานและชำระค่าจ้าง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2535

ตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ ธ. มีอำนาจเต็มในการขายรถยนต์ให้เช่าซื้อรถยนต์ ตลอดจนการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ อำนาจเช่นนี้ย่อมหมายความรวมถึงอำนาจในการลดราคาขายหรือราคาเช่าซื้อหรือลดค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระด้วย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2533

ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์มีสิทธิหักเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินค่าจ้างที่โจทก์จะจ่ายให้จำเลยที่ 1แต่ละงวดเพื่อเป็นประกันผลงาน แต่โจทก์มิได้หักเงินจำนวนนี้ไว้เนื่องจากจำเลยที่ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4559/2531

จำเลยทำสัญญากับโจทก์ประกันตัวคนต่างด้าว 2 คนตามสัญญาประกัน 2 ฉบับ หากผิดสัญญาจำเลยยอมให้ปรับรายละ 50,000 บาททุนทรัพย์ของคดีจึงต้องแยกตามสัญญาประกันแต่ละฉบับคือไม่เกินรายละ 50,000 บาท แม้โจทก์ฟ้องด้วยท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้